What am I thinking now?

Kittiphun said : ใกล้สิ้นปีอีกแล้ว...ใครที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้ม ยังไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ ก็รีบๆทำกันซะนะครับ
Powered By Blogger

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

คลุมถุงชน

"คลุมถุงชน"

คำๆนี้คือคำที่ยังคงอินเทรนด์อยู่ในสังคมไทยบ้านเรา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นยุคบัตรโทรศัพท์ ยุคเพจเจอร์ ยุคโนเกีย3310 หรือยุคแท็บเล็ทแบบสมัยนี้ สิ่งอื่นอาจตายไป หายไป ถูกลืมไปตามกาลเวลา แต่คำว่า คลุมถุงชน ก็ยังคงมีอยู่ในสังคมและผมก็เชื่อว่ายังคงมีอยู่ในบางประเทศที่วัฒนธรรมคล้ายๆกับบ้านเรา

คลุมถุงชน เป็นคำโบราณซึ่งแปลว่า ลักษณะการแต่งงานที่ผู้ใหญ่จัดการให้ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้จักคุ้นเคยหรือรักกันมาก่อน (ที่มา : http://www.online-english-thai-dictionary.com) ซึ่งในความคิดผมนั้น มันช่างดูตลกนะครับที่คนสองคนจะต้องมาอยู่กินกันแบบผัวเมียโดยที่ไม่เคยคบหาดูใจกันมาก่อน บางคนอาจแต่งกันด้วยเหตุผลทางธุรกิจ บางคนแต่งกันเพราะเหตุผลที่พ่อแม่ก็ไม่เคยบอก แต่มันยังจำเป็นต้องมีอยู่อีกเหรอครับในสังคมไทยเราทุกวันนี้

ผมเคยเห็นบางคู่นะครับ แทบไม่รู้จักกันเลย เคยเป็นเพื่อนกันมาตอนเด็กๆ แต่ก็โดนบังคับให้ต้องแต่งงานกันซะอย่างนั้น บางคู่ก็ไม่เคยคบหากันมาก่อน ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยด้วยซ้ำ แต่พอถึงช่วงอายุหนึ่ง พ่อแม่เห็นสมควรด้วยความเหมาะสมทางธุรกิจ ฐานะทางสัมคม ครอบครัว ก็เลยจับหมั้นหมายและแต่งงานกันซะอย่างนั้น เด็กสองคนมันก็เลยต้องซั่มกันทั้งๆที่ไม่ได้รัก มีครอบครัวแบบแปลกๆ เพราะต่างคนก็ต่างมีคนรักกันอยู่แล้ว ท้ายที่สุดก็คงกลายเป็นปัญหาครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ค่อยจะรักกัน มีลูกก็เพราะปู่ย่ามันยังอยากให้มี ก็เลยต้องปั๊มให้ซะหน่อย พอว่างจากอยู่กับครอบครัวก็ไปหาความสุขของตัวเองเอานอกบ้าน...ซะอย่างนั้น

อันที่จริงที่ผมบ่นๆไปก็อาจจะมีถูกหรือผิดบ้างเป็นบางส่วนนะครับ แต่ใครจะรู้ล่ะ เรื่องเหล่านี้อาจมีจริงๆอยู่ในสังคมก็เป็นได้ ผมว่าเราควรตระหนักนะครับว่ามันเหมาะสมมั้ยกับเรื่องแบบนี้ เหมาะสมมั้ยที่ยังปล่อยให้มีคำๆนี้หลงเหลืออยู่ในสังคมบ้านเรา เหมาะสมมั้ยที่ต้อง คลุมถุงชน ผมว่าคลุมถุงยางชนกันยังมันกว่าอีกนะครับ (อิๆๆ)

ปล่อยให้เด็กมันซั่มกันไปตามธรรมชาติเถอะครับ

จิน+ตะ+นา+กาน

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

นาม+ปาก+กา

นามปากกา...คือ สิ่งที่ผมชอบเก็บเอามาคิดจนปวดหัว ว่าไอ้คนอย่างผมเนี่ยควรใช้นามปากกาว่าอะไรถ้าเกิดอยากมีอาชีพเป็นคนเขียนหนังสือขึ้นมาจริง แต่ก่อนผมก็ใช้ "ตัวพ่อจูเนียร์" นะ แล้วก็มีอีกหลายๆอันที่จำไม่ได้แล้วล่ะ มันเยอะเกิ๊น
แต่พอมาถึงตอนนี้ วันนี้ เดี๋ยวนี้ วินาทีนี้ เมื่อเวลากับโอกาสและความพอดีมันมาบรรจบกัน ผมดันเกิด ปิ๊ง คำว่า ไอเดีย ขึ้นมาทันทีที่เซลล์ปลายประสาทของสมองอันน้อยนิดของผมก้อนนี้ว่า ผมชอบคำว่า จินตนาการ เข้าแล้วสิ แต่จะเป็นแค่จินตนาการธรรมดามันก็ดูจะไม่น่าสนใจอะไร ผมเลยตัดสินใจใช้นามปากกาว่า "จิน+ตะ+นา+กาน" มันซะเลย เพราะการเขียนแบบนี้ คือการเขียนคำอ่านในภาษาไทย มีความหมายที่ผมให้นิยามกับมันว่า "มันคือการรวมตัวกันของคำหลายคำกว่าจะเป็นจินตนาการที่ใครๆจะได้สัมผัส มันคือคำที่เป็นรากเหง้าของจินตนาการอย่างแท้จริง" อืม...นี่แหละ ผมเลยชอบมันไงล่ะครับ

นาม+ปาก+กา เลยมาลงเอยที่ จิน+ตะ+นา+กาน

จิน+ตะ+นา+กาน
@MrKittiphun

จิน+ตะ+นา+กาน

สูดกลิ่นทะเล เรือหรูลำใหญ่ ใช้ชีวิต เสพอิสรภาพ สิ้นกังวล มองโลกกว้าง สุขใจ ปล่อยวาง ทุกสิ่งเห็นด้วยจินตนาการ หลับตาลงสิ

-----

อดทนฝืน ตั้งจิตให้กลับคืนสู่ รู้ เข้าใจ สะบัดหัวเข้าไว้ หายใจถี่ ยกเปลือกตาให้เบิกกว้าง สอดส่ายสายตาหาคาเฟอีน ยังต้องเดินทางอีกไกล

-----

สมองเบลอ สายตาพร่าเลือน สัปหงก จิตแทบจะดำดิ่งสู่การพักผ่อน เคลิ้ม ลอย ยกหัวไม่ขึ้น หาวสูดอ๊อกซิเจน หมดแรง หนังตาเคยเบาบัดนี้หนักอึ้ง

-----

สมองคนบรรจุโลกได้สบาย เพียงหยิบมือของรอยหยักสมองกว้างใหญ่เกินจักรวาล

-----

เพียงปลายนิ้ว ลากได้ใกลสุดขอบจักรวาล ผ่านนวัตกรรมที่มนุษย์ประดิษฐ์

-----

นั่งในห้องเครียด ภาระเต็มโต๊ะ หน้าที่หนักอก ปัญหาหนักใจ หลับตาลงไป หัวใจอยู่บนภูเขา สบายยยยยยยยยยยยยย

-----

เมื่อจุดจินตนาการติด เส้นกรอบหายไป ใจสบายขึ้น แต่อาจพูดไม่รู้เรื่องมากขึ้นไปด้วย

-----

เวิ้งน้ำกว้าง น้ำใสนิ่ง ใบไม้ปลิวสู่ผืนน้ำ ระเบียงริมธาร สร้างด้วยไม้ เก่าใกล้พัง ทิวไผ่รายล้อม โค้งทักทายสายน้ำ ลมเย็นพัดโชย ใจสบาย

-----

พร่ำบ่นอย่างไร้หลักการ ไร้รูป ไร้ขอบ ไร้เขต ไร้เส้นจำกัดข้อความของความนึกคิด จากจุดนั้นจินตนาการจึงไร้ขอบเขต

-----

มือกำลังระบายบางสิ่งออกไปโดยไร้ขอบเขต ผ่านตัวหนังสือ บ่งบอกภาพความคิดที่วิ่งวนอยู่ในจินตภาพของตัวเอง

-----

คุยกับตัวเองบ้าง สื่อสารกันให้มากๆ ตับสบายดีมั้ย เวลาดื่มแคร์กันรึเปล่า แล้วเราจะเข้าใจเขา

-----

จิน+ตะ+นา+กาน
@MrKittiphun

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

เริ่มใหม่...อีกสักที

ผมห่างหายจาก Blog นี้ไปเสียนาน มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิต ทั้งดี เลว สุข ทุกข์ มันมากมายเหลือเกินจริงๆ ผมเคยคิดอยากเป็นนักเขียน และก็ยังคงอยากเป็นอยู่ แต่อาจเพราะแรงผลักดันในชีวิตมันคงไม่มากพอ ผมเลยยังยืนอยู่กับที่ ไม่ได้ก้าวออกไปไหนกับเขาสักที ผลงานที่เคยเอาลงใน Blog นี้ให้เพื่อนๆได้อ่าน ตอนแรกตั้งใจจะลบทิ้งแล้วเริ่มต้นเขียนอะไรใหม่ๆ แต่คิดๆไปก็เสียดาย ผมเลยปล่อยมันไว้อย่างนี้ให้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งผมก็มีผลงานบ้าๆ บอๆ อะไรออกมากับเขาเหมือนกัน ไม่ว่ามันจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ได้ตีพิมพ์ก็ตาม ช่างแม่งเหอะ!
วันนี้ผมตื่นแล้ว ผมรู้สึกตัวแล้ว ว่าชีวิตควรจะเริ่มทำอะไร....ผมคงไม่พูดออกมาเป็นคำพูด แต่จะให้ตัวอักษรมันร้อยเรียงความหมายถ่ายทอดให้คนอื่นๆได้รับรู้กันเอาเอง ผลงานของผมมันจะมากหรือน้อย จะดีหรือไม่ดี ผมเองก็ยังไม่รู้ แต่จากนี้จะขอใช้ชีวิตให้มันสุดๆสักที คงหมดเวลาสักทีกับคำว่า "ขี้เกียจ"
เฮ้อ...เลิกเวิ่นเว้อดีกว่า เอาเป็นว่าดูกันต่อไป

@MrKittiphun

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

คอลัมน์ตัวพ่อขอเม้าท์ # 04 : ถุงยาง (พลาสติก) อนามัย!

สวัสดีปีใหม่ครับพี่น้องชาวไทย หวังว่าวันหยุดยาวที่ผ่านมานี้ ทุกๆท่านคงได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่นะครับ ผมเองก็ได้ปลดปล่อยแบบยาวๆกับเค้าบ้างเช่นกัน แต่หลังจากที่กลับมาจากการท่องเที่ยวกับครอบครัวแล้ว ก็บังเอิญได้รับรู้ข่าวคราวของวัยรุ่นบ้านเราที่น่าตกใจต้อนรับปีใหม่กันเลยทีเดียวครับ ด้วยเรื่องของวัยรุ่นในต่างจังหวัดที่คิดแปลก แหวก อยากจะเป็นเด็กแนว ใช้ถุงพลาสติกในการมีเพศสัมพันธ์แทนการใช้ถุงยางอนามัยแบบเดิมๆ โอ๊ว...พระเจ้า! นี่พวกน้องๆเค้าคิดอะไรกันอยู่

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าน้องๆกำลังทำผิดที่มีเพศสัมพันธ์กันเร็วเกินไปทั้งที่ยังเรียนกันไม่จบหรอกนะครับและก็ไม่ได้โทษที่น้องๆใช้ถุงที่ผิดประเภทด้วย (555+) แต่ผมกำลังอยากจะตั้งคำถามกับผู้ใหญ่และสังคมไทยครับว่า “ทุกวันนี้การศึกษาไทยและความเข้าใจวัฒนธรรมใหม่ๆของคนไทยไปถึงไหนกันแล้ว?”

ผมไม่เคยลืมครับว่าพวกเราคือคนไทยที่มีขนบธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า สมัยนี้เด็กๆบ้านเราถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมที่มาจากต่างแดนไปแทบจะหมดแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นแบบตะวันตก หรือซาลางแฮโยแบบเกาหลี ก็มีให้เห็นกันทั่วไป

ผู้ใหญ่หลายท่านก็มักลืมตัวคิดว่าตัวเองไม่เคยเป็นเด็กมาก่อน ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆขึ้นมามากมายให้กับสังคมและลูกๆของตน จนลืมไปว่า “กฎนั้นมีไว้แหก” ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ แทนที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะหันไปให้ความใส่ใจและให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพวกเขามากกว่าที่จะทำเป็นแอ๊บเนียนว่าเรื่อง “เพศ” เป็นเรื่องไม่สุภาพจนไม่น่าที่จะเอามาพูดถึงกัน

ก็เพราะแบบนี้ยังไงล่ะครับ เด็กบ้านเราถึงได้ชอบแอบทำอะไรกันแบบลับๆล่อๆ มีปัญหาก็ไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีกำแพงของตัวเองที่ลูกหลานข้ามไปหาไม่ได้อยู่ตลอดเวลา พอเกิดปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ได้ขึ้นมาก็โทษเด็ก หาว่าเด็กไม่รักดี คิดไม่เป็น แต่จริงๆแล้วผมว่าความผิดมันอยู่ที่ทุกฝ่ายเลยล่ะครับ ไม่ใช่แค่ความผิดของเด็กแน่นอน

สำหรับปัญหา “ถุงพลาสติก” นี้ผมอยากแนะนำครับว่า “มันเจ็บนะจ๊ะ อาจเสียดสีจนบาดเจ็บกันได้” เอ๊ย! ไม่ช่าย...555+ นอกเรื่องอีกละ อันที่จริงแล้ว ผมมองว่าเป็นความไม่กล้าของเด็กๆที่จะไปซื้อถุงยางอนามัยมากกว่าครับ (ผมก็เคยเป็น) เพราะอย่างที่พูดไปแล้วครับว่าสังคมไทยของเรายังไม่เปิดกว้างมากนักสำหรับการปลูกฝังในเรื่องนี้ เด็กๆยังไม่กล้าที่จะเดินไปซื้อถุงยางอนามัยอย่างอกผายไหล่ผึ่งจึงทำให้ต้องคว้าเอาถุงอะไรก็ได้มาใช้แก้ขัดไปพลางๆก่อนเพราะอารมณ์มันขึ้นมาซะแล้ว เฮ้อ...แล้วแบบนี้จะสนุกได้ยังไง (เย้ย! นอกเรื่องอีกละ)

ผมอยากฝากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเรา ลองเก็บเอาเรื่องนี้ไปคิดดูนะครับว่าเราควรจะเปิดใจรับฟังและให้คำแนะนำกับลูกหลานของเราในเรื่อง “เพศศึกษา” อย่างถ่องแท้ดีหรือไม่ เราไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรหากในโรงเรียนครูสอนเรื่องเพศศึกษา แต่พอกลับถึงบ้านก็ไม่กล้าพูดเรื่องนี้กับใครเพราะกลัวโดนด่าหาว่าแรงเกินไป ดังนั้นบ้านและโรงเรียนควรร่วมมือและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ใหญ่ควรนึกย้อนไปในวัยที่ตนเคยเป็นเด็กและจะเริ่มเข้าใจครับว่า จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้ตัวเองก็เคยเป็นมาก่อน แต่ทำเป็นลืมๆมันไปเท่านั้นเอง หากเรายอมรับความเป็นจริงใจสังคม เราก็จะเข้าใจปัญหามากขึ้นและสามารถป้องกันหรือแก้ไขได้อย่างตรงจุดมากขึ้น น้องๆก็ไม่ต้องแอบใช้ถุงพลาสติกให้เสียววาบๆแบบนี้ (อิๆ) ผมว่าใช้ถุงยางอนามัยน่ะดีที่สุดแล้วครับ ในเมื่อห้ามกันไม่ได้ ก็ควรแนะนำให้ป้องกันเอาไว้จะเป็นการดีที่สุด แหม...สีสันก็สวยงาม กลิ่นก็มีหลายแบบ แถมมีหลายสไตล์ เจลหล่อลื่นก็ยังมีอีก แล้วจะไม่อยากลองใช้ของดีๆกันบ้างเหรอครับ อย่างน้อยก็ช่วยให้น้องๆไม่ต้องตั้งท้องก่อนวัยอันควรได้อย่างแน่นอนครับ

ผมไม่ได้ออกมาสนับสนุนหรือส่งเสริมฝ่ายใดหรอกนะครับ เพียงแต่ทั้งหมดที่ผมเขียนระบายออกมานี้ ผมอยากให้ทุกๆฝ่ายตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันนี้แบบจริงๆจังๆมากกว่าที่จะหลอกตัวเองกันไปวันๆครับ ในเมื่อเราห้ามไม่ได้ เราก็ต้องป้องกันและแนะนำให้ลูกหลานของเราเดินไปในทางที่ถูกที่ควร หากริจะมีรักก็ต้องรู้จักป้องกันและรับผิดชอบตนเองได้ แม้จะดูว่าเร็วเกินไป แต่ถึงยังไงมันก็คือความจริงครับพี่น้อง

ฝากด้วยนะคร้าบบบบ....ผู้ใหญ่ทั้งหลาย

ตัวพ่อจูเนียร์