"คลุมถุงชน"
คำๆนี้คือคำที่ยังคงอินเทรนด์อยู่ในสังคมไทยบ้านเรา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นยุคบัตรโทรศัพท์ ยุคเพจเจอร์ ยุคโนเกีย3310 หรือยุคแท็บเล็ทแบบสมัยนี้ สิ่งอื่นอาจตายไป หายไป ถูกลืมไปตามกาลเวลา แต่คำว่า “คลุมถุงชน” ก็ยังคงมีอยู่ในสังคมและผมก็เชื่อว่ายังคงมีอยู่ในบางประเทศที่วัฒนธรรมคล้ายๆกับบ้านเรา
คลุมถุงชน เป็นคำโบราณซึ่งแปลว่า ลักษณะการแต่งงานที่ผู้ใหญ่จัดการให้ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้จักคุ้นเคยหรือรักกันมาก่อน (ที่มา : http://www.online-english-thai-dictionary.com) ซึ่งในความคิดผมนั้น มันช่างดูตลกนะครับที่คนสองคนจะต้องมาอยู่กินกันแบบผัวเมียโดยที่ไม่เคยคบหาดูใจกันมาก่อน บางคนอาจแต่งกันด้วยเหตุผลทางธุรกิจ บางคนแต่งกันเพราะเหตุผลที่พ่อแม่ก็ไม่เคยบอก แต่มันยังจำเป็นต้องมีอยู่อีกเหรอครับในสังคมไทยเราทุกวันนี้
ผมเคยเห็นบางคู่นะครับ แทบไม่รู้จักกันเลย เคยเป็นเพื่อนกันมาตอนเด็กๆ แต่ก็โดนบังคับให้ต้องแต่งงานกันซะอย่างนั้น บางคู่ก็ไม่เคยคบหากันมาก่อน ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยด้วยซ้ำ แต่พอถึงช่วงอายุหนึ่ง พ่อแม่เห็นสมควรด้วยความเหมาะสมทางธุรกิจ ฐานะทางสัมคม ครอบครัว ก็เลยจับหมั้นหมายและแต่งงานกันซะอย่างนั้น เด็กสองคนมันก็เลยต้องซั่มกันทั้งๆที่ไม่ได้รัก มีครอบครัวแบบแปลกๆ เพราะต่างคนก็ต่างมีคนรักกันอยู่แล้ว ท้ายที่สุดก็คงกลายเป็นปัญหาครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ค่อยจะรักกัน มีลูกก็เพราะปู่ย่ามันยังอยากให้มี ก็เลยต้องปั๊มให้ซะหน่อย พอว่างจากอยู่กับครอบครัวก็ไปหาความสุขของตัวเองเอานอกบ้าน...ซะอย่างนั้น
อันที่จริงที่ผมบ่นๆไปก็อาจจะมีถูกหรือผิดบ้างเป็นบางส่วนนะครับ แต่ใครจะรู้ล่ะ เรื่องเหล่านี้อาจมีจริงๆอยู่ในสังคมก็เป็นได้ ผมว่าเราควรตระหนักนะครับว่ามันเหมาะสมมั้ยกับเรื่องแบบนี้ เหมาะสมมั้ยที่ยังปล่อยให้มีคำๆนี้หลงเหลืออยู่ในสังคมบ้านเรา เหมาะสมมั้ยที่ต้อง “คลุมถุงชน” ผมว่าคลุมถุงยางชนกันยังมันกว่าอีกนะครับ (อิๆๆ)
ปล่อยให้เด็กมันซั่มกันไปตามธรรมชาติเถอะครับ
จิน+ตะ+นา+กาน
