What am I thinking now?

Kittiphun said : ใกล้สิ้นปีอีกแล้ว...ใครที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้ม ยังไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ ก็รีบๆทำกันซะนะครับ
Powered By Blogger

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

How to เจ้าชู้ตัวพ่อ "กฎข้อที่ 6"

กฎข้อ 6

ตัวพ่อ...ก็(ต้อง)มีหัวใจ

หากพูดถึงเรื่องของหัวจิตหัวใจกับ(ตัวพ่อ)หนุ่มนักรักหลายๆคนก็คงจะได้รับคำตอบในแบบเดียวกันที่ว่า “เป็นคนเจ้าชู้ก็ต้องไร้หัวใจ” หากคิดจะเป็นคนเจ้าชู้แล้วก็ต้องไม่รู้จักรักใครจริง รักหลอกๆ จีบแล้วชิ่ง ฟันแล้วทิ้งอะไรทำนองนั้น แต่สำหรับผมแล้วผมกลับไม่ได้มีแนวคิดและเห็นพ้องไปด้วยกับทฤษฎีแบบนั้น

ผมเชื่อครับว่าคุณผู้อ่านหลายคนก็อาจจะเป็นเช่นนั้นมาก่อนหรือกำลังมีความคิดแบบนั้นอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะหากผู้ชายอย่างเราอยากจะมีสาวๆเก็บไว้ในสต็อกเยอะๆโดยที่ไม่มีปัญหาในเรื่องที่ต้องมาคอยเลี้ยงดูปูเสื่อกันแล้วล่ะก็ คงไม่พ้นต้องทำตัวให้เป็นคนใจแข็ง หน้าเนื้อใจเสือ ไร้หัวจิตหัวใจ ไร้ความปรานี ต้องหลอกฟันซะให้สะใจแล้วก็เปลี่ยนคนใหม่ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันจบสิ้น

สิ่งหนึ่งที่คุณกำลังเสี่ยง(มาก)อยู่ก็คือ หากคุณเปลี่ยนสาวๆในสต็อกของคุณอยู่เรื่อยๆ ผมมีคำถามครับว่า จะมีสาวๆสักกี่คนที่รักคุณจริงบ้าง? คุณจะเสี่ยงต่อการติดโรคหรือไม่? คุณจะถูกด่าแบบสาดเสียเทเสียหรือไม่? คุณจะต้องสูญเสียเงินไปอีกเท่าไร? หรือคุณจะรู้ได้ยังไงว่าจะไม่ถูกสาวๆเหล่านั้นกลับมาแก้แค้นเอาคืนจากคุณ?

กฎแห่งกรรมย่อมมีอยู่จริงเสมอไม่ว่าฉันใดก็ฉันนั้นครับพี่น้อง หากคุณทำกับพวกเธอไว้เยอะวันนึงคุณก็ต้องโดนพวกเธอเอาคืนกลับบ้างเช่นกัน หากคุณไม่เคยให้หัวใจกับใครคุณก็จะไม่เคยได้รับหัวใจกลับมาด้วยเช่นกัน แล้วเมื่อถึงเวลาที่ตัวคุณเกิดมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ คราวนี้แหละครับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายก็จะรีบกลับมารุมทึ้งคุณในทันที เรียกได้ว่า “อ่วมตีน” กันไปเลยทีเดียว

ดังนั้นในกฎข้อนี้ ผมจึงขอเน้นย้ำในเรื่อง “ตัวพ่อ...ก็(ต้อง)มีหัวใจ” ด้วยครับ ไม่ใช่คิดแต่จะเจ้าชู้ประตูดินเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว ตัวเราเองก็ต้องรู้จักการให้กับผู้อื่นก่อนบ้างจะได้เกิดความสมดุลต่อกันยังไงล่ะครับ

การมีหัวใจนั้นควรจะเป็นเช่นไร ก็อย่างที่ผมเกริ่นนำไปแล้วนั่นแหละครับว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการเป็นคนเจ้าชู้ที่ไร้หัวจิตหัวใจ ดังนั้นการมีหัวใจที่รักคนอื่นเป็นจึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงนั่นเอง ผมอยากให้คุณมองให้ไกลออกไปอีกนิดครับ เวลาที่คุณคิดจะจีบใครสักคนผมอยากให้คุณมองถึงโอกาสในวันข้างหน้าด้วยครับว่ามันจะเป็นเช่นไรต่อไป คุณจะคบกันไปอีกนานแค่ไหน? เธอคนนั้นจะสามารถช่วยเหลือ เกื้อกูลตัวคุณเองได้มากน้อยเพียงใด? เธอเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมแล้วหรือไม่? ไม่ใช่มองแต่เพียงว่าเธอสวยเท่านั้น แต่ไร้สมองก็คงจะไม่ใช่แล้วล่ะครับ

เมื่อคุณเริ่มที่จะจีบใครสักคนแล้ว ผมเคยเน้นย้ำไปแล้วครับว่าเราต้องมีความจริงใจให้กับเธอคนนั้นเสียก่อน และเมื่อคุณมีความจริงใจที่มากพอ ความรู้สึกดีๆเหล่านั้นก็จะสามารถสื่อสารออกไปถึงหัวใจของเธอได้เพียงผ่านสายตา ท่าทางและการกระทำของตัวคุณเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เธอรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความรักและความจริงใจที่คุณมีให้กับเธอจริงๆ และหากคุณทำให้เธอเชื่อได้จริงๆว่าคุณรักและจริงใจกับเธอมากเพียงใด เธอก็จะมอบความรักและความจริงใจให้คุณคืนกลับมามากเท่านั้นหรืออาจจะมากกว่าที่คุณมีให้กับเธอเลยก็เป็นได้

การมีหัวใจนั้นทำได้ไม่ยากหรอกครับ เพียงแต่คุณลองมองย้อนกลับไปดูตัวเองครับว่า เวลาที่คุณรู้สึกรักแฟนของคุณเอง คุณทำอะไรให้กับเธอบ้าง? คุณรู้สึกยังไงกับเธอบ้าง? คุณก็เอาความรู้สึกแบบนั้นแหละครับมาทำให้กับสาวๆคนอื่นๆ เพียงแต่ต้องทำให้ได้ไม่เท่ากันนะครับ คุณต้องไม่ลืมครับว่าพวกเราต้องมีจรรยาบรรณเสมอครับ เจ้าชู้ก็ต้องรู้หน้าที่เราจะรักหรือให้อะไรกับใครมากกว่าที่เราทำให้กับแฟนเรานั้นไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งครับ อย่างมากก็ขอให้เกือบจะเท่ากันก็ยังดี เพราะว่าเราควรจะรักแฟนของเราให้มากที่สุดไว้เสมอครับจึงจะถูกต้อง (แต่หากเป็นกรณีที่คุณมีปัญหากับแฟนจนต้องเลิกลากันไปแล้วไปพบรักกับสาวสวยอีกคนหนึ่ง อันนั้นก็ต้องแล้วแต่กรณีไปครับ)

คุณควรรู้จักการให้เกียรติ การเทคแคร์ดูแลสาวๆของคุณเอง คุณต้องเป็นคนที่แสดงความรู้สึกให้เก่งเข้าไว้ครับ รักก็ควรบอกว่ารัก คิดถึงก็ควรบอกว่าคิดถึง รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกไปอย่างอ่อนโยน ทำให้สาวๆของคุณประทับใจในตัวตนและเสน่ห์ของคุณเอง เพียงเท่านี้พวกเธอก็จะไม่ไปไหนแล้วล่ะครับ

เอาจริงๆ เมื่อผมเขียนมาจนถึงกฎข้อนี้ ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจหรอกครับว่าผมจะต้องยกตัวอย่างเรื่องใดมาให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจและเห็นภาพได้ชัดเจนดี เพราะในบางครั้งกฎหรือทฤษฎีมันเป็นเหมือนความรู้สึกที่ตัวเราเท่านั้นที่จะรู้ดีว่าควรนำไปปฏิบัติเช่นไร มันไม่ใช่เรื่องที่จะมีใครมาคอยแนะนำกันได้ตลอดเวลา แต่ยังไงก็ตาม ผมก็คงต้องขอยกตัวอย่างให้คุณพอเข้าใจกันได้ง่ายๆอยู่ดีแหละครับ

มีอยู่ตัวอย่างหนึ่งครับที่ผมอยากยกมาให้คุณผู้อ่านได้นึกภาพตามกันไป ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ตรงใจกับใครหลายๆคนก็ได้ครับ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่มาจากตัวผมเองก็ได้ แต่ในกรณีนี้ผมจะขอยกเอา ไอ้ A มาเป็นบุคคลตัวอย่างละกันนะครับ (โยนขี้ให้มัน...ซะงั้น ฮ่าๆๆ)

ไอ้ A เพื่อนผมมันเป็นคนที่รักแฟนมากๆครับ แม้ว่ามันจะเจ้าชู้ตัวพ่อก็ตามแต่มันก็ยังมีจรรยาบรรณของมันที่จะต้องให้แฟนมาเป็นที่หนึ่งเสมอไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เมื่ออยู่กับแฟนมันจะคอยดูแลเอาใจใส่เธอ เดินจูงมือกัน พาไปดูหนัง ทานข้าวก็ยังต้องมีป้อนกันบ้าง เรียกได้ว่ามันรักและทะนุถนอมเธอทุกอย่าง รักกันจนผมก็ยังอิจฉาเลยครับ แม้แฟนมันจะรู้ดีว่ามันเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้แค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังรักกันดีไม่มีทะเลาะเบาะแว้งใดๆ และนี่ก็อาจเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับของการที่คนสองคนมีความเข้าใจและรู้จักปรับตัวเข้าหากัน ยอมรับในความเป็นตัวตนของกันและกัน

แฟนของไอ้ A รู้ดีครับว่ามันแอบไปมีสาวๆกิ๊กๆอยู่เต็มไปหมด แต่เธอก็ไม่เคยต่อว่าอะไรมัน เพราะเธอชอบที่เพื่อนของผมมันมีความรับผิดชอบ ไม่เสียงาน รู้หน้าที่ กลับบ้านถูกเสมอ ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย เธอก็เลยปล่อยให้เพื่อนผมใช้ชีวิตได้เต็มที่และอยู่กันอย่างเข้าอกเข้าใจกัน (อ่ะ...อิจฉาล่ะสิครับ)

เพื่อนผมมันก็เลยเอานิสัยที่มันมีอยู่นี้ไปปฏิบัติกับสาวๆคนอื่นๆด้วย (แต่ย้ำว่าไม่เท่ากันนะครับ) นั่นก็คือ ก่อนที่มันจะคบกับใครมันก็บอกเสมอครับว่ามันมีแฟนอยู่แล้ว มันรักแฟนมันยังไงมากแค่ไหน แล้วก็เคลียร์กับสาวๆให้เข้าใจตรงกันเลยครับว่า ต่างฝ่ายต่างจะไม่ไปก้าวก่ายซึ่งกันและกันอย่างเด็ดขาด (สาวๆก็เข้าใจกันดีซะด้วยครับ) แล้วมันก็รู้จักการเทคแคร์ดูแลเอาใจใส่แบบที่ไม่มีขาดตกบกพร่อง อะไรที่ทำให้แฟนได้ มันก็ทำให้สาวๆเหล่านั้นได้ เรียกได้ว่า เอาจริงเอาจังและจริงใจล้วนๆ แม้ว่าเพื่อนผมมันจะมีกิ๊กอยู่ไม่กี่คนแต่มันก็สามารถคบกันได้อย่างยืนยาว มีความสุข ปลอดภัยและไม่เสี่ยงอีกด้วยครับ นั่นก็เพราะว่ามันไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยๆไงล่ะครับ มันไม่ชอบเที่ยวผู้หญิง ไม่ชอบดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เคยคิดจะลองยาหรือของที่ไม่ดี สาวๆทุกคนก็เลยรักและเชื่อใจในตัวมันยังไงล่ะครับ แบบนี้ผมขอเรียกมันว่า “มั่วแต่ไม่สำส่อน” ละกันครับ ฮ่าๆๆ มี่สี่คนก็คบแค่สี่คน มีห้าคนก็คบแค่ห้าคน ไม่เอาตัวเองไปมั่วกับสาวๆที่ไหนไม่รู้โดยที่ไม่ป้องกัน ความรักของมันจึงได้ยืนยาวยังไงล่ะครับ

สุดท้ายผมก็ยังมาจบอยู่ที่คำว่า “จรรยาบรรณ” อยู่ดี เห็นมั้ยล่ะครับว่า คำๆนี้ยังมีความหมายที่ครอบคลุมได้อีกมากมาย สาวๆหลายคนเคยพูดกับผมครับว่า “มีแฟนเจ้าชู้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้แฟนรู้จักหน้าที่ รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร” เท่านั้นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ

คุณผู้หญิงหลายคนอาจจะค้านผมและคิดว่าผู้ชายต้องเลิกเจ้าชู้โดยเด็ดขาดหากคิดจะคบกับคุณ ผมขอบอกเลยครับว่า “เป็นไปได้ แต่ก็มีโอกาสน้อยมาก” เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ถูกสร้างให้เกิดมาบนโลกกลมๆใบนี้เพื่อสืบพันธุ์ครับ (ฮ่าๆๆ) อาจจะฟังดูเหมือนผมพูดเล่นนะครับ แต่จริงๆแล้วมันก็เป็นแบบนั้น ผู้ชายมักคิดถึงเรื่องเซ็กส์อยู่ตลอดเวลา เจอสาวๆสวยๆก็เป็นต้องเหลียวมองอยู่เสมอ น้ำลายหกตามๆกันไป ดูตัวอย่างง่ายๆครับว่าทำไมปัจจุบันนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่างว่าพวกนี้ถึงได้เติบโตกันดีนัก เจ้าพ่อเจ้าแม่อ่างอาบอบนวดก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด สาวไซด์ไลน์ พริตตี้นวดกระปู๋หรือบริการทางกามารมณ์อีกหลายร้อยรูปแบบก็ผุดขึ้นตามกันเป็นดอกเห็ด นั่นก็เพราะว่ามีผู้ชายมากมายมาใช้บริการยังไงล่ะครับ ความต้องการของผู้ชายนั้นหาที่สิ้นสุดได้ยากครับ ถึงคุณจะสามารถห้ามได้ก็คงทำได้ไม่นานหรอกครับ สุดท้ายผู้ชายเจ้าชู้เหล่านั้นก็ต้องกลับไปทำตัวเช่นเดิมอีก ทางเดียวที่จะทำได้นั่นก็คือการปรับความเข้าใจกันและพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาครับ อย่ามัวหลอกตัวเองให้เสียเวลาอีกเลย เพราะมีคู่รักหลายคู่ครับที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานจนมีลูกมีเต้าแต่ก็ต้องเลิกลากันไปเพียงเพราะเรื่องบนเตียงเล็กน้อยเหล่านี้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งครับที่ขอสนับสนุนให้หนุ่มสาวหันหน้าเข้าหากัน พูดจากัน ปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันเพื่อที่สถาบันครอบครัวของคนไทยจะได้อยู่กันยั่งยืนยาวนานต่อไปและไม่ต้องทิ้งภาระปัญหาเหล่านี้ให้ไปตกอยู่กับเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของพวกเรา

ดังนั้นเพียงแค่การมีหัวจิตหัวใจของตัวพ่อเพียงเท่านั้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรได้อีกหลายอย่าง สามารถทำให้ปัญหาครอบครัวในสังคมลดน้อยลงไปได้ สามารถทำให้สาวๆหลายคนเริ่มมองผู้ชายเจ้าชู้ในมุมมองที่ดีขึ้นได้ และยังสามารถทำให้ตัวของเราเองกลายเป็นผู้ชายที่ดีในสายตาแฟน ภรรยาหรือครอบครัวได้ด้วยเช่นกัน

เนื้อหาในกฎข้อนี้อาจดูไม่ยืดยาวและไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะสื่อสารให้กับคุณผู้อ่านได้เข้าใจถึงนั่นก็คือ “การมีหัวใจ” นั้นยิ่งใหญ่เสมอครับ คุณสามารถทำอะไรให้กับคนที่คุณรักได้มากมายเกินกว่าที่ผมจะบรรยายและบอกคุณเป็นข้อๆเสียอีก เพียงแต่คุณต้องลองค้นหามันให้เจอและสื่อสารมันออกไปให้กับคนอื่นๆได้รับรู้และสัมผัสได้ถึงหัวใจอันอบอุ่นของคุณเอง แล้วคุณจะพบกับคำว่า “สุขใจ” ได้อย่างแน่นอนครับกับการเป็นผู้ให้ “หัวใจ” ในครั้งนี้

ผมเชื่อครับว่ากฎข้อนี้แม้จะดูสั้นแต่ก็ดูกระชับได้ใจความและสามารถทำให้คุณผู้อ่านนึกภาพตามไปได้อย่างแน่นอนครับ ข้อแนะนำที่ดีที่สุดของผมนั้นไม่ใช่เพียงตัวหนังสือที่อยู่บนหน้ากระดาษเพียงเท่านั้น แต่มันคือการเขียนลงไปในจิตใจที่คุณจะสามารถเรียนรู้ จดจำและจินตนาการต่อไปได้อีกแสนไกล จนถึงการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตของคุณเอง และนั่นก็จะยิ่งทำให้คนเขียนหนังสือตัวเล็กๆอย่างผมได้รู้จักกับคำว่า “สุขใจ” ด้วยเช่นกันครับที่ผมได้มีโอกาสนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าสู่ให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

How to เจ้าชู้ตัวพ่อ "กฎข้อที่ 5"

กฎข้อ 5

ตัวพ่อ...ต้องพูดความจริง

คุณโกหกฉันหรือเปล่า? คุณพูดจริงๆเหรอ? เชื่อได้มั้ยเนี่ย? คำพูดเหล่านี้เรามักจะได้ยินอยู่เสมอจากปากคนรักของเรา คุณว่าจริงมั้ยครับ

สำหรับตัวผมเอง ผมถูกถามด้วยคำถามนี้อยู่เป็นประจำจนเคยชินแล้วล่ะครับ หลายๆคนอาจจะมีทางออกของการแก้ปัญหานี้ด้วยการพูดโกหกให้แนบเนียนที่สุด ทำตัวเหมือนปลาไหลที่ไหลไปเรื่อยๆไปได้แบบน้ำขุ่นๆหรือบางครั้งก็ไม่ขอตอบคำถามใดๆทั้งสิ้นจนพาลทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นมาได้

สาเหตุหนึ่งของการไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันจนรวมไปถึงการมีปากเสียงกันขึ้นนั้นมาจาก“การโกหก” เพราะเมื่อคุณพูดโกหกหนึ่งครั้ง คุณจะต้องจดจำมันเอาไว้ให้ดีนะครับว่าคุณได้พูดอะไรออกไปบ้าง เพราะผู้ชายส่วนใหญ่เมื่อพูดโกหกเพื่อให้ตัวเองรอดตัวไปได้แล้วก็มักจะหลงลืมเสมอครับว่าคุณพูดอะไรบ้าๆออกไปบ้าง แต่วันนี้ปัญหาของคุณจะหมดไป (ฮ่าๆๆๆ) เพียงแต่คุณต้องเลิกพูดโกหกก็เท่านั้นเอง

มันฟังดูง่ายเกินไปใช่มั้ยล่ะครับ? ทำไมผมจึงพูดว่าให้เลิกพูดโกหกซะแล้วหันมาพูดความจริงกันบ้างดีกว่า เพราะถ้าหากคุณพูดความจริงคุณก็ไม่จำเป็นต้องคอยจดจำหรือระแวดระวังใดๆทั้งสิ้น จากศูนย์วิจัยข้อมูลบ้านหนองอีเกิ้ง (มีเหรอวะ...ฮ่าๆๆๆ) ได้วิจัยออกมาแล้วครับว่า “ความจริงจะยังคงฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราเสมอครับ ไม่ว่าเราจะหยิบมันออกมาพูดเมื่อไรก็ตาม แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรเมื่อนำกลับมาพูดซ้ำอีกครั้ง ความจริงนั้นก็ยังคงเป็นความจริงเหมือนเดิมครับ”

แล้วเพราะเหตุใดทำไมพวกเราจึงต้องระแวดระวังในเรื่องพวกนี้ด้วยน่ะเหรอครับ นั่นก็เพราะว่าผู้หญิงมีความสามารถที่พิเศษสุดอยู่ข้อนึงที่ผู้ชายอย่างพวกเราหลายคนไม่มีกัน นั่นก็คือการมีความจำที่เป็นเลิศแบบที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะกันเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าเรื่องอะไรที่แฟนตัวพ่ออย่างเราหลุดปากออกไปแล้ว พวกพี่แกก็เล่นจำได้หมดทุกเม็ดเลยจริงๆ จำได้แม้กระทั่งวันเกิดของน้องหมา วันครบรอบที่เราเริ่มคบหากัน วันที่เราไปดูหนังกันด้วยกันครั้งแรก วันที่เราจูบกันครั้งแรก(อย่างดูดดื่ม)และอีกมากมายหลายเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวแต่เธอก็ยังจดจำมันได้ไม่รู้ลืม....ฟังแล้วน่าขนลุกนะครับ

เพราะฉะนั้นกฎข้อนี้จึงกลายเป็นกฎเหล็กที่สำคัญมากของตัวพ่อเลยล่ะครับ แล้วตัวพ่ออย่างพวกคุณก็ต้องรู้จัก “พูดความจริงให้เป็น” ด้วยนะครับ เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตัวเราเอง

หลักในการพูดความจริงให้เป็นนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อครับ ซึ่งมีทั้งหลักการปฏิบัติตนของตัวพ่อและหลักในการพูดให้ถูกต้อง ดังนี้

1. ต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย

การเสมอต้นเสมอปลายถือเป็นลักษณะนิสัยที่ควรปลูกฝังเอาไว้ในจิตใต้สำนึกของตัวคุณเองเลยครับ เพราะหากคุณเปลี่ยนนิสัยบ่อยๆเพื่อเอาใจใครบางคนแล้วล่ะก็ คุณก็จะไม่สามารถทำมันได้ตลอดรอดฝั่งครับ ฉะนั้นตัวคุณเคยเป็นยังไงก็ให้รักษาความคงเดิมของตัวเองเอาไว้อย่างนั้น ดั่งเกลือรักษาความเค็มเลยล่ะครับ ยกตัวอย่างเช่น

คุณเป็นคนที่ชอบออกงานสังคมชอบปาร์ตี้กับเพื่อนๆ : คุณก็ควรรักษานิสัยแบบนี้เอาไว้แต่ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมพองามครับเพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้แฟนของคุณรู้ว่า คุณมีเวลาและพื้นที่ส่วนตัวของคุณอยู่เช่นกัน

คุณเป็นคนไม่ค่อยเอาอกเอาใจแฟนมากเท่าไร : คุณก็ควรทำแบบนี้ให้ได้ตลอดไปนะครับ แบบประมาณว่ารักน้อยๆ แต่รักนานๆ รักเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มากไปไม่น้อยไปไงครับ เพราะหากคุณเคยทำไว้มากมาย เมื่อถึงวันหนึ่งที่คุณเกิดเปลี่ยนไปแฟนของคุณจะสามารถจับสัญญาณได้ทันทีเลยครับว่าคุณมีบางสิ่งผิดปกติไปแล้วจริงๆ

คุณมีเพื่อนผู้หญิงเยอะและชอบทำงานกับผู้หญิง : ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกันครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่แฟนของคุณอาจจะไม่ชอบใจอย่างแน่นอน แต่หากว่าคุณเคยทำอยู่แล้วเป็นกิจวัตรและหลีกเลี่ยงเสียไม่ได้ คุณก็จะดูมีเหตุและผลที่หนักแน่นมากกว่าขึ้นมาในทันทีเวลามีปัญหากันในเรื่องเหล่านี้ เพราะเมื่อเป็นเรื่องของการทำงานแฟนของคุณก็ควรที่จะต้องยอมรับและปรับตัวเพื่อรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ครับหากว่าเธอรักคุณจริงๆ

2. เป็นคนตรงต่อเวลาและนักวางแผนที่ดี

คุณต้องเป็นคนที่เป๊ะๆกับเรื่องเวลาเลยนะครับ ยืดหยุ่นมากไม่ได้เลยครับ เพราะหากคุณต้องการจะบริหารบรรดากิ๊กๆของคุณให้ได้ดีแล้วล่ะก็ คุณก็ต้องรู้จักการบริหารเวลาและครอบครัวของคุณเองให้ดีเยี่ยมเสียก่อน ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้กับตัวเอง ครอบครัวและกิ๊กด้วยครับ ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรให้กับใคร ไม่ใช่มั่วซั่วสะเปะสะปะไปซะหมดครับ มันจะทำให้วงจรการบริหารความรักของคุณพังทลายลงมาได้อย่างง่ายดายเลยล่ะครับ

ก่อนอื่นคุณต้องแบ่งเวลาของตัวเองเอาไว้ก่อนครับว่าคุณจะมีเวลาว่างช่วงใดให้กับตัวคุณเองบ้าง แล้วต่อมาคุณก็ควรแบ่งเวลาเลยครับว่าจะเอาเวลาไหนไปให้กับแฟนหรือครอบครัวบ้าง เพื่อทำให้เธอรู้ครับว่ายังไงคุณก็ยังมีเวลาให้กับเธออย่างแน่นอนและชัดเจน

ส่วนต่อมาก็คือการแบ่งเวลาให้กับงานและเผื่อเวลาให้กับเรื่องที่ไม่คาดคิด ซึ่งก็คือเรื่องของบรรดากิ๊กๆนั่นเองครับ อ่ะ...หลายๆคนคงยังนึกภาพไม่ออกใช่มั้ยล่ะครับว่าการเป็นคนตรงต่อเวลาและเป็นนักวางแผนที่ดีนั้นควรทำอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆครับ

ไอ้ A เพื่อนของผมเป็นนักธุรกิจที่มีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเองครับ ซึ่งโดยปกติแล้วมันจะแบ่งเวลาช่วงเย็นจนกระทั่งดึกดื่นให้กับแฟนตัวเองและเวลาช่วงกลางวันก็เอาไว้ทำงานและให้กับตัวเองเท่านั้นครับ บังเอิญว่าวันนั้นมันมีนัดกับลูกค้าตอน 10 โมงเช้าเพื่อนัดคุยธุรกิจกันนิดหน่อย แล้วก็นัดกับแฟนไว้ว่าจะไปทานข้าวด้วยที่บ้านตอน 6 โมงเย็น แต่บังเอิญวันนั้นมันเกิดรู้สึกคันๆอยากเจอกิ๊กของมันมากๆเช่นกันมันจึงรีบโทรเช็คน้องฟ้ากิ๊กคนสวยของมันในทันทีซึ่งเธอก็กำลังออกมาทำธุระใกล้ๆกับที่ที่มันมีนัดอยู่กับลูกค้าพอดิบพอดีเลย (แหม...ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้นะ) ไอ้ A เลยจัดการรีบคุยธุระกับลูกค้าให้เสร็จเรียบร้อยก่อนบ่าย 3 โมง แล้วก็ขอนัดน้องฟ้าตอนบ่าย 3 โมงครึ่งที่ห้างสรรพสินค้าในระแวกนั้น ก่อนจะแว่บพาเธอไปขึ้นสวรรค์กันสองต่อสองให้สบายตัว (ว้าว...อิจฉา) แล้วค่อยกลับเข้าบ้านไปหาแฟนของมันให้ตรงกับเวลา 6 โมงเย็นพอดิบพอดี (หรือหากมีรถติดนั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีที่จะทำให้คุณไปถึงช้ากว่าเวลานัดหมายออกไปได้อีกนิดหน่อยครับ แต่หากว่าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯแล้วล่ะก็ ข้ออ้างแบบนี้ก็ไม่ควรใช้นะครับ...ตายสนิท)

เพียงเท่านี้ไอ้ A ก็ได้ทั้งงาน ได้ทั้งกิ๊ก แล้วก็ได้ทั้งแฟนโดยที่ไม่เสียประโยชน์ข้อใดข้อหนึ่งไปเลยเห็นมั้ยล่ะครับ แต่คุณอาจจะมองว่าการบริหารเวลาแบบนี้เป็นแค่เรื่องหมูๆสำหรับคุณ เพราะใครๆก็ทำได้ใช่มั้ยล่ะครับ ผมเองก็เห็นด้วยเช่นกันครับ แต่ว่าสำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มหัดมีกิ๊กเป็นครั้งแรกในชีวิต กรุณาทำเรื่องง่ายๆแบบนี้ให้รอดก่อนเถอะครับ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำเรื่องยากๆน่ะ เพราะคุณอย่าลืมนะครับว่า “คุณต้องสามารถควบคุมและบริหารกิ๊กของคุณให้อยู่ในกฎและระเบียบให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นเธอก็จะเป็นคนที่สร้างปัญหาให้กับคุณเสียเองครับ” เหมือนกับคำพังเพยที่ว่า “หมองูมักตายเพราะงู” ยังไงล่ะครับ

เราต้องจดเอาไว้เสมอครับว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกครับที่อยากเป็นที่สองรองจากอีกคนหนึ่ง แต่หากคุณสามารถทำให้เธอเหล่านั้นยอมรับได้กับเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม คุณก็จะสามารถบริหารจัดการเวลาและความรักของคุณได้อย่างง่ายดายแล้วล่ะครับโดยที่ไม่มีการสูญเสียใครไปเลยแม้แต่คนเดียวด้วยครับ

3. เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา

มาถึงเรื่องของคำพูดกันบ้างแล้วนะครับ ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักการพูดจาให้ตรงไปตรงมาไม่โกหกหลอกลวงเสียก่อน ฟังดูง่ายใช่มั้ยล่ะครับแต่อย่าเพิ่งชะล่าใจเกินไป เพราะผมมีตัวอย่างของคนที่พูดโกหกอยู่เป็นประจำมาให้ดูกันด้วยครับ

แฟน : ที่รักวันนี้ไปไหนมาเหรอคะ?

ตัวพ่อ : เปล่าจ่ะ...ไปทำงานมาน่ะ

ฮ่าๆๆๆ “เปล่าจ่ะ” ปฏิเสธไปซะงั้น แต่กลับบอกว่าไปทำงานมาน่ะ ขำก๊ากเลยครับพี่น้อง จริงๆแล้วอันนี้เหมือนผมจะล้อเล่นนะครับ แต่คำว่า “เปล่า” เป็นคำพูดติดปากของคนไทยเรามาช้านานแล้วจริงๆครับ ไม่ว่าใครจะถามอะไรพี่ไทยบอกเปล่าไว้ก่อนเสมอ ซึ่งจะทำให้เราติดเป็นนิสัยไปเรื่อยๆนะครับ ยังไงก็อยากให้ลองแก้ไขกันดู

เรามาลองเปลี่ยนเป็นแบบนี้ดูบ้างดีมั้ยครับ?

แฟน : ที่รักวันนี้ไปไหนมาเหรอคะ?

ตัวพ่อ : อ๋อ...วันนี้เหรอจ๊ะที่รัก ผมออกไปที่ออฟฟิศมาน่ะ วันนี้มีนัดคุยกับลูกค้าด้วยล่ะ ไปนั่งทานข้าวกันแถวๆรามอินทรา ลูกค้าตอบตกลงเซ็นสัญญากับเราด้วยล่ะจ่ะ ผมก็เลยนั่งดื่มอะไรกันนิดหน่อยเพื่อเป็นการเลี้ยงฉลองน่ะ เลยกลับบ้านมาช้าไปนิดนึง ที่รักไม่ว่าอะไรใช่มั้ยจ๊ะ

คุณคิดว่าคำตอบที่คุณจะได้รับกลับมาจากแฟนของคุณจะเป็นแบบไหนล่ะครับ ผมเชื่อครับว่าย่อมดีกว่าคำตอบที่จะได้จากการพูดแบบตัวอย่างแรกอย่างแน่นอนและที่สำคัญแฟนของคุณก็จะไม่มีการแคลงใจหรือสงสัยใดๆอีกด้วย

นี่คือตัวอย่างของการพูดความจริงที่ทำให้คุณปลอดภัยมากๆเลยทีเดียวครับ แม้ว่าคุณจะบอกไปไม่หมดว่า หลังจากคุยงานเสร็จแล้วก่อนกลับบ้านคุณยังมีเวลาแวะไปหาน้องดาว กิ๊กสาวดาวมหาลัยมาด้วยก็ตามทีเถอะครับ ยังไงแฟนของคุณก็สบายใจแล้วล่ะที่คุณให้ความสำคัญกับเธอด้วยการตอบข้อสงสัยของเธอได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาขนาดนี้

เรามาลองดูตัวอย่างต่อไปกันบ้างดีกว่าครับ

แฟน : ที่รักวันนี้จะออกไปกับใคร เพื่อนคนไหนเหรอ?

ตัวพ่อ : เอ่อ...ไปกับไอ้บอยจ่ะ ก็ไปกันหลายคนเลยล่ะ

แฟน : แล้วมีผู้หญิงด้วยรึเปล่า?

ตัวพ่อ : โอ๊ย...ไม่มี๊ ไม่มีจ่ะ จะมีได้ไงไปคุยงานกัน แหม...ที่รักนี่ก็คิดมากจัง

เหอๆๆ บอกได้คำเดียวครับว่าถ้าคุณตอบแบบนี้ คุณกำลังพาตัวเองเข้าสู่แดนประหารไปครึ่งตัวแล้วล่ะครับ เพราะผู้หญิงจะจับสัญญาณการนอกใจของคุณได้อย่างแน่นอนครับ เรียกว่างานเข้ากันเลยทีเดียว งั้นคราวนี้มาลองดูกันใหม่อีกทีดีกว่าครับ

แฟน : ที่รักวันนี้จะออกไปกับใคร เพื่อนคนไหนเหรอ?

ตัวพ่อ : วันนี้เหรอจ๊ะ เค้าจะออกไปคุยงานกับเพื่อนแล้วก็จะมีไปดื่มต่อกันนิดหน่อยน่ะจ่ะ แถวๆรัชดานี่เอง แต่รับรองว่ากลับไม่ดึกมากหรอกจ่ะ

แฟน : แล้วมีผู้หญิงด้วยรึเปล่า?

ตัวพ่อ : มีสิจ๊ะ แหม...ก็ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่เลย น้องๆที่ออฟฟิศก็ไปกันด้วย ไม่มีได้ไง ออฟฟิศของเค้าไม่ใช่โรงเรียนชายล้วนนะจ๊ะตัวเองแต่ที่รักไม่ต้องห่วงหรอกนะ เค้าไม่ดื้อไม่ซนหรอก ที่คุยกันก็มีแต่เรื่องงาน เรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละจ่ะ ผู้หญิงน่ะเค้าไม่สนใจมากกว่าที่เค้าสนใจที่รักหรอกนะจ๊ะ แล้วเค้าจะรีบกลับมานอนด้วยนะจ๊ะ

แฟน : จะกลับกี่โมงล่ะ?

ตัวพ่อ : ไม่น่าเกิน 5 ทุ่มจ่ะ อันนี้เค้าเผื่อไว้ก่อนนะ เผื่อว่าดื่มกันยาวน่ะแล้วก็เค้าจะไม่ดื่มเยอะหรอกนะ เพราะเดี๋ยวขับรถกลับบ้านไม่ได้จ่ะ งั้นเค้าไปก่อนนะที่รัก เดี๋ยวจะสายจ่ะ รักคุณนะ (พร้อมจุ๊บแก้มไปหนึ่งที)

คราวนี้ล่ะครับคุณคิดว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมเชื่อครับว่าอย่างน้อยๆคุณผู้หญิงก็จะสบายใจไปเปราะหนึ่งแล้วครับว่ายังไงแฟนของเธอก็ยอมบอกเธออย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว แม้จะมีผู้หญิงอยู่ในปาร์ตี้นั้นบ้าง ก็คงจะไม่มีอะไรหรือถ้าพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเราได้ทำการซื้อใจเธอไว้เรียบร้อยแล้วครับว่ายังไงก็เป็นแค่เรื่องของงานกับผลประโยชน์แล้วเราก็รักเธอมากที่สุดอีกด้วย ผมกล้าฟันธงเลยครับว่า ตัวอย่างแบบที่สองนี้มีโอกาสรอดและไม่ทะเลาะกันสูงถึง 90% เลยทีเดียว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะกลับมาบ้านไม่ทันเวลาที่บอกเอาไว้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะคุณขาดความมีวินัยในเรื่องของการตรงต่อเวลานั่นเองครับ

โปรดจำไว้เสมอครับว่าข้อปฏิบัติทุกข้อนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างขาดเสียไม่ได้เลยครับ คุณต้องตั้งใจและใช้มันให้เป็นด้วยจึงจะได้ผลดีที่สุด หากคุณคิดว่าการอธิบายอะไรมากไปจะทำให้คุณดูน่าสงสัยแล้วล่ะก็ มันไม่จริงไปซะทั้งหมดหรอกครับ หากเราพูดให้ละเอียดแต่ไม่ยืดยาว ไม่วกวน เพียงเท่านี้ก็ดูมีเหตุผลและหลักการที่น่าเชื่อถือได้แล้วล่ะครับ แต่ที่ส่วนใหญ่เวลาพูดยาวๆกันแล้วมักถูกจับได้ นั่นก็เพราะว่าคุณกำลังเล่าเรื่องโกหกอยู่นั่นเอง แถมยังตะกุกตะกักวกไปวนมาอีกต่างหากครับและที่สำคัญที่สุดสายตาของคุณก็จะเป็นตัวที่ฟ้องได้ดีที่สุดเลยล่ะครับว่าคุณกำลังโกหกอยู่รึเปล่า ดังนั้นต้องฝึกฝนเยอะๆครับ


4. รักษาคำพูดและมีวินัยในการปฏิบัติ

ข้อสุดท้ายนี้ก็ไม่มีอะไรมากแล้วล่ะครับ ขอเพียงแค่คุณรู้จักรับผิดชอบกับคำพูดที่ได้พูดเอาไว้และปฏิบัติตนในเรื่องของการตรงต่อเวลาให้ได้จริงๆ เพียงเท่านี้การบริหารเวลากับความรักของคุณก็จะเป็นเรื่องแสนง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากลิงเลยทีเดียวเชียว

คราวนี้ผมจะขอเพิ่มเติมกันบ้างในเรื่องการพูดความจริงให้เป็น เพราะมีหลายครั้งครับที่ผมมักได้รับคำถามจากเพื่อนๆหลายคนครับว่า “ควรจะตอบยังไงดีวะ แฟน/กิ๊ก กูมันถามกูมาแบบนี้อ่ะ?” ยกตัวอย่างคำถามง่ายๆเลยครับ เช่น

ถาม : มีแฟนหรือยังคะ?

ตอบ : มีสิครับ แหม...สมัยนี้แล้วใครไม่มีก็แปลกแล้วล่ะ แล้วคุณล่ะครับมีหรือเปล่า? (นี่คือการตอบคำถามแบบมีการยิงคำถามสวนกลับไปด้วยเพื่อดูเชิงครับ)

ถาม : หนูมีแฟนแล้วนะคะ พี่ยังจะจีบมั้ยล่ะ?

ตอบ : จีบแน่นอนครับ ก็น่ารักแบบนี้ให้ปล่อยไปได้ไง อย่างน้อยถ้าจะเป็นกิ๊ก พี่ก็ขอเป็นกิ๊กเบอร์ 1 เลยได้มั้ยล่ะจ๊ะ?

ถาม : ถ้ามีอะไรกันแล้วจะทิ้งเค้ามั้ย?

ตอบ : พี่ไม่รับปากและไม่ขอให้เชื่อด้วยนะครับว่าพี่จะเป็นยังไงต่อไป แต่อยากให้รอดูครับว่าหลังจากนี้แล้วพี่จะดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน เพราะว่าถ้าพี่ชอบใครแล้วก็ต้องดูแลเอาใจใส่ด้วย ไม่ใช่แค่หลอกฟันแล้วทิ้ง นั่นไม่ใช่นิสัยของพี่ครับ

ถาม : พี่มีกิ๊กกี่คนคะเนี่ย ถามจริงๆ

ตอบ : อยากรู้จริงเหรอครับ?....อืม ก็ .... คนครับ (ตอบไปเลยครับ อย่าได้แคร์สื่อ เพราะหากเธอจะถอยเราก็ไม่ต้องรั้งหรอกครับ เพราะเราต้องการคนที่รับได้จริงๆและหากเธอรับเราได้ ต่อไปเราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการหึงหวงเกิดขึ้นเลยครับ เรียกว่าต้องใจเด็ดครับ ตายเป็นตายอะไรทำนองนั้น) แต่ว่าพี่ก็ไม่ได้เจอกับทุกคนบ่อยๆหรอกนะครับ ส่วนใหญ่ก็คบๆกันไปเรื่อยๆ บางคนก็คบมานานจนเหมือนเป็นเพื่อนกันไปแล้วก็มีนะ แต่เอาจริงๆ พี่ก็ไม่ได้เจ้าชู้เรี่ยราดนะครับ ถ้าคิดจะมีก็มีเป็นคนๆไปเลย แล้วก็ไม่ได้ไปมั่วอะไรกับใครอีก

ถาม : หนูโทรหาพี่ได้มั้ยคะ เวลาคิดถึงอ่ะ?

ตอบ : ไม่ได้จ่ะ ห้ามโทร ห้ามส่งข้อความเลยนะจ๊ะ เราจะได้ไม่มีปัญหาเลยไงล่ะ เพราะบางครั้งโทรศัพท์มือถือก็อยู่ในมือแฟนพี่น่ะ แต่พี่จะโทรหาเองนะครับ ไม่ต้องกลัวหรอก พี่จะโทรหาให้บ่อยที่สุดเลยครับหรือถ้ามีอะไรด่วนก็ส่งข้อความไปที่อีเมลล์ก็ได้จ่ะ พี่จะได้รีบโทรกลับเลย เพราะพี่เช็คอีเมลล์ตลอดอยู่แล้ว

ในกรณีที่ต่างฝ่ายต่างมีแฟนกันทั้งคู่ ควรมีการวางแผนกันไว้ล่วงหน้าครับว่า ต่างฝ่ายจะโทรหากันได้เมื่อไร ตอนไหนหรือต้องติดต่อกันแบบใด เช่น จะมีเวลาว่างวันจันทร์ถึงศุกร์ตอนเย็นเท่านั้นที่โทรได้เพราะไม่ได้อยู่กับแฟนหรือหากมีอะไรด่วนก็ให้ส่งข้อความไปที่อีเมลล์หรือเฟซบุคก็ได้ แต่ย้ำครับว่าต้องเป็นข้อความส่วนตัวนะครับ ห้ามเอาข้อความไปโพสต์หรือแสดงตนในเวปที่คนอื่นสามารถเข้าไปอ่านได้ง่ายๆนะครับ ไม่เช่นนั้นความซวยจะมาเยือนในไม่ช้าครับ (เพราะเห็นหลายคนพลาดเรื่องนี้มาแล้วครับ)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างในบางคำถามเท่านั้นนะครับที่เพื่อนหลายๆคนมักจะถามผมหรือเอามานั่งคุยกันอยู่เสมอเพื่อหาทางออกให้กับคำถามเหล่านี้ แต่ถ้าหากผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ ผมก็พร้อมและยินดีที่จะตอบทุกคำถามเลยนะครับ โดยสามารถโพสต์คำถามหรือข้อความของคุณผ่านทางเพจในเฟซบุคของผมได้เลยนะครับที่

www.facebook.com/mr.kittiphun

แล้วผมจะพยายามหาคำตอบสำหรับทุกๆคำถามเลยนะครับ

สุดท้ายสำหรับกฎข้อนี้ที่ผมอยากจะฝากเอาไว้ก็คือ “การพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่การพูดความจริงที่จริงเกินไปอาจทำให้เราตายได้เสมอครับ” ดังนั้นผมจึงอยากแนะนำให้ตัวพ่อทั้งหลายหมั่นฝึกฝนและหมั่นพูดความจริงให้เป็นกันนะครับ เพื่อทำให้ชีวิตของคุณและครอบครัวดำเนินไปได้อย่างดีและราบรื่นในทุกๆด้านของชีวิตครับ เพราะสมัยนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าชีวิตคู่ของหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันเริ่มจะมีอายุขัยที่หดสั้นลงกว่าคู่รักในสมัยก่อนเยอะครับ ดังนั้นเราจึงควรใช้ชีวิตคู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา แม้จะมีเจ้าชู้บ้างก็ควรมีความรับผิดชอบและต้องมีจรรยาบรรณด้วยนะครับ ไอ้พวกที่ชอบลุ่มหลงกิ๊กจนลืมลูกลืมเมียเสียการเสียงานเนี่ยผมไม่สนับสนุนอย่างเด็ดขาดเลยครับ เพราะนั่นจะทำให้สถาบันเจ้าชู้ตัวพ่ออย่างพวกเราต้องหม่นหมองลงไปด้วยครับ

ยังไงก็ขอฝากด้วยละกันนะครับ....พี่น้อง