What am I thinking now?

Kittiphun said : ใกล้สิ้นปีอีกแล้ว...ใครที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้ม ยังไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ ก็รีบๆทำกันซะนะครับ
Powered By Blogger

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คอลัมน์ตัวพ่อขอเม้าท์ # 03 : ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ (ไฉไลกว่าเดิม)

สวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน (555 มั่วอีกละ) เนื่องจากพักหลังๆมานี้ ผมหายหน้าหายตาจากการเขียนคอลัมน์และหนังสือไปนานพอสมควร เพราะด้วยภาระหน้าที่และมีหลายสิ่งที่ต้องคิดต้องทำกับชีวิตของตัวเอง จึงทำให้ไม่มีเวลา (หรือขี้เกียจ) มานั่งอัพเดทผลงานของตัวเองให้คุณผู้อ่านได้ติดตามกัน

แต่!!!! จากวันนี้ไป ผมตั้งใจแล้วล่ะครับว่าการส่งท้ายปีเก่าของผมสำหรับปีนี้ จะขอสาปส่งเอาความขี้เกียจ ความไม่ก้าวหน้าของตัวเองทิ้งไปเสียให้หมด และผมก็หวังว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่านก็น่าจะทำเช่นกันนะครับ เพราะเวลาอันมีค่านั้นช่างแสนสั้นนัก หากเรามัวแต่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปแล้วจะมานั่งเสียใจปนเสียดายไม่ได้แล้วนะครับว่าที่ผ่านมาทำไมกูไม่ทำอย่างนั้น ทำไมกูไม่ทำอย่างนี้วะ ทำไมกูไม่จีบน้องคนนั้น ทำไมกูไม่จัดการน้องคนนี้ จนสุดท้ายก็ ม.ค.ป.ด. กันไปตามระเบียบ

ฉะนั้นการต้อนรับปีใหม่สำหรับปี 2011 หรือ 2554 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจนี้ ผมก็ขออวยพรให้กับทุกๆท่านรวมทั้งตัวของผมเองด้วยว่า “ขอให้ใช้ชีวิตกันอย่างมีสติ รู้คุณค่าของเวลา เลือกทำในสิ่งที่ดีและทำให้ชีวิตมีคุณค่าทั้งต่อต่อเองและผู้อื่นซึ่งนำมาซึ่งความสุขกาย สุขใจ สุขสบายในชีวิต ขอคุณพระศรรีรัตนตรัยปกปักษ์รักษาคุ้มครองให้สุขภาพแข็งแรง ปราศจากภัยอันตรายทั้งปวง ขอให้คิดสิ่งใดก็สมความปรารถนา ประสบความสำเร็จสมดังหวังทุกประการ เงินทองไหลมาเทมา โอกาสดีๆหลั่งใหลเข้ามา ทุกข์ยากก็ให้หมดสิ้นไป เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ดีกว่าเดิม.....สาธุ”

หวังว่าคำอวยพรเหล่านี้จะทำให้ทุกท่านมีความสุขกันมากๆนะครับและผมก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะยังคงติดตามผลงานชิ้นเล็กๆของผมเหล่านี้ต่อไป (ถ้าชอบก็บอกต่อด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง...อิๆ แอบโฆษณา) ซึ่งในปีหน้าฟ้าใหม่นี้ ผมก็ตั้งใจแล้วครับว่าจะมีการอัพเดทคอลัมน์ดีๆ อ่านสนุกให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันอย่างจุใจ และสำหรับ “How to เจ้าชู้ตัวพ่อ เล่ม 2” นั้น คาดว่าปีหน้านี้จะได้มีโอกาสอัพเดทลง Blog ให้แฟนๆได้ติดตามกันแบบฟรีๆอย่างแน่นอนครับ

ขอขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ติดตามผลงานของผมมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น และผมก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะยังรักและติดตามผลงานของผมต่อไป

รักนะ ^^ จุ๊บๆ Happy New Year 2011 คร้าบบบบบบ....เย้!!!


ตัวพ่อจูเนียร์

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คอลัมน์ตัวพ่อขอเม้าท์ # 02 : สามชุก In Love

พูดถึง “สามชุก” ผมคิดว่าใครหลายคนคงเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้างแล้ว บางคนอาจจะรู้จักเป็นอย่างดี บางคนอาจจะเคยแวะเวียนไปมาบ้างและบางคนอาจจะยังไม่เคยได้ไปสัมผัสบรรยากาศของที่นั่นมาก่อนเลย

ที่ผมกำลังพูดถึงสามชุก ผมไม่ได้หมายความไปถึงทั้งอำเภอหรือทั้งจังหวัดสุพรรณบุรีหรอกนะครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังกล่าวถึงต่อไปนี้ก็คือ “สามชุกตลาด 100 ปี” สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีต่างหากครับ เพราะมันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับคนไทยที่น่าสนใจมากๆเลยทีเดียว

การเดินทางจากกรุงเทพฯไปสามชุกนั้น ทางที่ง่ายที่สุดผมขอแนะนำให้คุณขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 340 หรือไปทางบางบัวทองนั่นเองครับ มุ่งหน้าสู่จังหวัดสุพรรณบุรี ขับรถไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้วครับ ไม่ไกลจนเกินไปสำหรับใครที่อยากหาสถานที่พักผ่อนแบบไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก

ตัวตลาดสามชุก ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่หลังจากก่อตั้งมานานกว่า 100 ปีแล้ว จึงค่อนข้างมีความเป็นระเบียบและดูสะอาดตามากๆครับ แต่สำหรับลานจอดรถนั้นอาจจะมีจำกัดอยู่บ้างก็ต้องทำใจกันหน่อยนะครับ ภายในตลาดมีแหล่งของกินของใช้ของฝากของที่ระลึกเยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะครับ มีมุมสวยๆ ร้านเก๋ๆให้นั่งชิวๆกันได้ ถ่ายรูปกันได้อย่างจุใจ และยังมีสะพานเล็กๆข้ามแม่น้ำท่าจีนที่รอให้คุณไปยืนเต๊ะท่าถ่ายรูปกันแบบฉายเดี่ยว แบบสวีทหวานกันเป็นคู่และแบบหมูคณะ เอ๊ย! หมู่คณะกันอีกด้วย

ที่ผมตั้งหัวข้อคอลัมน์นี้ว่า “สามชุก In Love นั้น จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายหรอกครับ เพียงแต่ผมเห็นว่าหลายคนฮิตติดปากกับคำๆนี้ ตั้งแต่สมัย “ปายอินเลิฟ” กำลังเห่อกันใหม่ๆ จนตอนนี้ก็เริ่มซาๆลงไปบ้างแล้ว แต่อันที่จริง คำว่า In Love นั้น มันก็มีความหมายที่ดีมากๆในตัวของมันเองนะครับ ผมว่ามันเป็นความหมายที่ดีหากคุณมาเที่ยวสถานที่แบบนี้กับคนที่คุณรัก กับคู่เดทครั้งแรกของคุณ กับครอบครัว หรือกับเพื่อนรักสุดเลิฟของคุณ เพียงแค่นี้ คำว่า In Love คำนี้ ก็จะมีพลังส่งผลต่อจิตใจของคุณ สร้างภาพความทรงจำที่ค่อยๆถูกจารึกลงไปในหัวใจของคุณไปอีกนานแสนนานว่าครั้งนึงคุณเคยมาเยี่ยมเยือนที่นี่แล้วกับคนพิเศษของคุณ

ผมอยากให้คนไทยทุกคน ลองพยายามมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยที่คุณอยากจะใส่ คำว่า In Love ต่อท้ายให้กับมันดูนะครับ เพราะผมเชื่อว่าสถานที่ท่องเที่ยวในบ้านเรานั้น มีความสวยงาม น่าหลงใหลและน่าจดจำอยู่หลายแห่งเลยทีเดียว ผมอยากให้พวกเราหันมาใส่ใจกับสิ่งที่บ้านเรามี หันมาสนใจกับความงดงามของผืนแผ่นดินไทยและให้ความรักกับมันให้มากขึ้น ให้บ้านของเราเป็นความทรงจำหนึ่งในใจคู่รักหลายๆคู่ ให้มันเป็นส่วนหนึ่งในความรักของคุณ แล้วคุณจะรู้ว่าจริงๆแล้ว บ้านของเราสามารถเป็น “Thailand In Love” ให้กับคนทุกคนทั่วโลกได้เลยทีเดียวครับ

อย่ามัวแต่หลงลืมความเป็นไทย หันไปใส่ใจแต่ของนอกกันเลยครับ ลองหันกลับมามองของดีๆในบ้านเรา หันมาใส่ใจกับความเป็นไทยและหันมาใส่ใจกับคนรอบข้างที่น่ารักกันบ้าง แล้วคุณจะพบกับความสุขที่อยู่ไม่ไกลจากตัวคุณเลยครับ

ตัวพ่อจูเนียร์

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คอลัมน์ตัวพ่อขอเม้าท์ # 01 : เมื่อ “รัก” ขาดความ “เข้าใจ”

ขอพักจากงานเขียนหนังสือเล่มหนาๆ ที่ต้องใช้เวลายาวๆ อย่าง How to เจ้าชู้ตัวพ่อ” ลองมานั่งเขียนคอลัมน์สั้นๆง่ายๆกระชับแต่ได้ใจความกันบ้างนะครับ

ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจมีนิสัยที่คล้ายๆกันหรือเหมือนกันกับผม นั่นก็คือ ชอบอ่านอะไรที่ไม่ยาวมากนัก ใช้เวลาอ่านน้อยๆ แต่อ่านแล้วน่าสนใจ ผมเลยเกิดไอเดียอยากลองเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับชีวิตรักแบบสั้นๆออกมาดูบ้าง ก่อนที่ต่อมขยันในตัวมันจะถีบให้ผมลุกขึ้นมานั่งเขียนอะไรที่มันยาวๆจนกลายเป็นหนังสือเล่มหนาๆเล่มต่อไป

หลายวันมานี้ ผมมักจะเจอคำถามกับตัวเองว่าระหว่างความรัก ความผูกพันและความเข้าใจ อย่างไหนมันสำคัญที่สุด เพราะผมดันเจอเข้ากับปัญหานี้ด้วยตัวของผมเองและเพื่อนๆของผมหลายๆคนก็เจอะเจอและเผชิญกับมันอยู่เช่นเดียวกัน

บางคนก็บอกผมว่าความรักนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด บ้างก็บอกว่าความผูกพันเป็นสิ่งที่ทำให้คนสองคนต้องอยู่ร่วมกันและขาดกันเสียมิได้จึงทำให้เกิดความรักและอีกหลายคนก็บอกผมว่าความเข้าใจจะทำให้คนสองคนอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าผมเกิดมีคำถามขึ้นในหัวล่ะครับว่า “ถ้าเกิดว่าเข้าใจกันแต่ไม่มีความรักและความผูกพันล่ะ” คนสองคนจะยังอยู่ร่วมกันไปเพื่ออะไร? เฮ้อ...จริงๆมันก็เป็นคำถามยียวนกวนประสาทของผมเองแหละครับ แต่สำหรับประเด็นที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดนั่นก็คือ “เมื่อความรักขาดความเข้าใจ” อะไรมันจะเกิดขึ้น?

ผมเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคำว่าความรักก็เมื่อได้พบปะกับมันด้วยตัวผมเองเข้าอย่างจัง ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ ผมเองก็มีความรักเป็นเหมือนกันครับ ผมไม่ใช่ผู้ชายลั้ลลาไปวันๆอย่างที่ใครๆคิดอย่างแน่นอนครับ เพียงแต่ความรักของผมครั้งนี้มันไม่ได้ง่าย ไม่ราบรื่นและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เคยคาดคิดเอาไว้เลยสักนิด ไม่อย่างนั้นผมคงจะไม่มานั่งพูดถึงเรื่องนี้

ผมเริ่มมองลึกเข้าไปในความรู้สึกของตัวผมเองและตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมมีความรักให้กับผู้หญิงคนหนึ่งมากแค่ไหน มากเพราะอะไรและมากอย่างไร และผมก็ได้พบกับคำตอบว่า “รักของผมมันไม่มีเหตุผล ไม่มีคำว่าปริมาณและขนาดเลยสักนิด” เพราะมันคือความรักที่เกิดขึ้นรวดเร็วมากอย่างที่ผมเองก็ไม่ทันได้เตรียมใจตั้งรับเลยล่ะครับและเมื่อความรักมันเข้ามาเร็วจนเกินไป มันจึงทำให้ผมตั้งตัวแทบไม่ทัน ยืนก็แทบจะไม่ติด เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ จนไม่รู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไรดี จึงเป็นเหตุให้ความรักของผมเริ่มมีปัญหามาตั้งแต่แรกเริ่มคบกัน ซึ่งโดยปกติการคบกันของคนทั่วๆไปนั้น น่าจะเริ่มต้นจากการคบหา ดูใจ จีบกันหวานซึ้ง จนน้ำผึ้งเริ่มออกอาการบูด จึงค่อยๆกลายเป็นน้ำผึ้งขมและค่อยๆเบื่อหน่ายกันไป แต่สำหรับของผมนั้น ผมเริ่มต้นจากความไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันเลยครับ มันฟังดูแปลกและยากเลยใช่ไหมล่ะครับที่คนสองคนที่เพิ่งจะคบหาดูใจกันจะไปกันได้รอดในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเราเริ่มมีปัญหาคลางแคลงใจกันตั้งแต่เรือรักยังไม่ทันจะออกจากปากอ่าวและด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยยอมใคของเราสองคนจึงทำให้เรื่องมันยุ่งวุ่นวายกันไปใหญ่โต ทะเลาะกันได้ทุกวี่วัน เถียงกันได้ตลอดเวลา แต่ก็นั่นแหละครับ ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ เพราะผมเองก็ยังอุตส่าห์พยายามประคับประคองความรักของผมให้อยู่รอดมาจนได้ แม้จะต้องแลกด้วยความเจ็บปวดและน้ำตาหลายปี๊บก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากบทเรียนในครั้งนี้ก็คือ เมื่อเรามีความรักอยู่เต็มล้นในหัวใจ มันจะทำให้เราสามารถที่จะปรับตัว ปรับหัวใจ ปรับความแข็งกระด้างในตัวเองให้กลายเป็นความรักที่ค่อยๆเรียนรู้และเริ่มต้นคำว่า “ความเข้าใจ” กันไปทีละนิดทีละเล็กทีละน้อยและแล้วความเข้าใจของผมก็ค่อยๆเริ่มก่อตัวขึ้นมาหลังจากที่มีความรักเป็นตัวจุดประกายเป็นอันดับแรก ผมจึงได้ค้นพบแล้วครับว่า “หากความรักขาดความเข้าใจ” คนสองคนก็คงจะอยู่ร่วมกันได้ยาก “แต่หากความรักทำให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจ” คนสองคนก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แชร์ความรู้สึก ความสุข ความทุกข์ร่วมกันต่อไป

วันนี้ผมเองก็ยังสรุปไม่ได้หรอกครับว่าท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของความรักของผมและเพื่อนๆรอบข้างจะไปสิ้นสุดลงที่จุดใดหรือกับใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับจากความรักและถือเป็นความรู้ใหม่ที่ควรค่าแก่การจดจำไว้นั่นก็คือ “ความรัก คือ ครูที่สอนให้เราเรียนรู้และเข้าใจคนอีกคนหนึ่งให้มากขึ้น ยอมละทิ้งความหยิ่งทรนง ละทิ้งคำว่าศักดิ์ศรีและกลายเป็นคนดีขึ้นได้เพื่อคนที่เรารัก” นั่นเป็นเพราะเราเริ่มเข้าใจคำว่าความรักและหัดมองมันในแง่บวกให้เป็น ดังนั้น ผมจึงอยากให้คุณผู้อ่านทุกท่านลองเปลี่ยนมุมมองในเรื่องของความรักกันดูบ้างนะครับ ลองคิดบวก ทำบวก และใส่ใจกับคำว่า “ความเข้าใจ” กันดูบ้าง แล้วคุณจะพบว่า “ความรักที่อยู่รอบตัวเรานั้นมันสามารถเปลี่ยนแปลงเราได้อย่างไร” คุณลองไปค้นหาคำตอบกันดูนะครับ....ผมขอเอาใจช่วยให้คุณค้นพบคำตอบของมัน

ตัวพ่อจูเนียร์

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

How to เจ้าชู้ตัวพ่อ "กฎข้อที่ 10"

กฎข้อ 10

ตัวพ่อ...ต้องไม่เปลืองเงิน

และแล้วเราก็เดินทางกันมาจนถึงบทสุดท้ายที่ผมตั้งใจเอาไว้ของ “How to เจ้าชู้ตัวพ่อ” เล่มนี้กันแล้วนะครับ หวังว่าตั้งแต่ตอนต้นที่คุณได้เปิดอ่านเรื่อยมาจนถึงหน้านี้คุณจะได้รับแง่คิดหลากหลายมุมมองที่พอจะเป็นประโยชน์กับตัวคุณเองและคนรอบข้างได้บ้าง และไม่ว่าจะยังไงผมก็ยังคงยืนยันนะครับว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะบอกหรือชี้นำให้ใครต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนเจ้าชู้เลยนะครับ แต่มันกำลังจะบอกกับคนที่กำลังคิดที่จะเป็นคนเจ้าชู้ว่าเขาควรจะทำตัวอย่างไรต่างหากถึงจะเป็นคนที่ดีมีจรรยาบรรณให้ได้มากที่สุด ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณคิดไตร่ตรองกันให้ดีๆก่อนที่จะคิดและตัดสินใจทำอะไรกันลงไปด้วยนะครับ

มาถึงกฎข้อที่ 10 กันแล้วทั้งที่เป็นบทสุดท้ายแล้วของเล่มนี้ แต่ผมกลับรู้สึกอยากจะขยันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกครับ ชักรู้สึกอยากจะเขียนมันต่อไปเรื่อยๆแล้วสิครับ (ฮ่าๆๆ) แต่เห็นทีจะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะผมขอเลือกที่จะทิ้งท้ายบทนี้ให้มันเด็ดขาดถึงใจจะดีเสียกว่าเอาเรื่องมากมายมาบ่นมันไปเรื่อยๆแบบไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย

กฎข้อนี้ผมขอพูดถึงเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งสำหรับมนุษย์ผู้ชายทุกคนที่เคยพบปะเจอะเจอกันมาแล้ว นั่นก็คือ “เรื่องเงินๆทองๆ” นั่นเองครับ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาพวกเราต่างก็รู้กันดีว่า เราต้องสูญเสียเงินทองสิ่งของมีค่ามากมายไปมากมายเท่าไรกับเรื่องกามารมณ์และการเที่ยวเตร่สรรหานารีในยามค่ำคืน เพื่อเสาะแสวงหาใครสักคนที่จะเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปให้กับชีวิต ทั้งที่ก็รู้ดีกันว่ายิ่งเราเทเม็ดเงินลงไปมากเท่าไร สิ่งที่ได้รับกลับคืนมานั้นก็ยิ่งลดคุณค่าและความบริสุทธิ์ใจให้น้อยลงไปด้วยเช่นกัน

ที่ผมพูดแบบนี้หลายคนอาจจะกำลังเข้าใจผิดว่าผมกำลังใส่ร้ายเพศหญิงหรือกำลังตำหนิเพศชายอยู่ แต่จริงๆแล้วผมไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยครับ เพียงแต่ผมกำลังจะบอกว่าพวกผู้ชายอย่างเราหลายครั้งก็มองผู้หญิงผิดไปจริงๆครับ เพราะผู้หญิงที่ดีๆหลายคนไม่ได้ต้องการเงินไปมากกว่าความรักที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมีให้เธออย่างเต็มหัวใจและผู้หญิงเองก็คงไม่คิดว่าผู้ชายที่เข้ามาพร้อมกับการเป็นพ่อบุญทุ่มใช้เงินซื้อทุกอย่างนั้นจะให้ความรักและความจริงใจกับเธอไปเสียทุกคน

ความหมายที่ผมกำลังจะสื่อสารให้พวกคุณได้รับรู้กันก็คือ “ความรักไม่สามารถใช้เงินเป็นตัววัดหรือซื้อหามาได้ง่ายๆครับ” ดังนั้นการที่คุณจะเป็นตัวพ่อที่ดีและเจ๋งได้จริงๆนั้น คุณควรลืมเรื่องการใช้เงินทองฟุ่มเฟือยเพื่อซื้อใจสาวๆกันได้เลยครับ ผมไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นคนขี้งกหรือไม่มีน้ำใจของสุภาพบุรุษหรอกนะครับ แต่ผมกำลังหมายความว่าให้คุณเป็นคนรู้จักเลือกคนที่จะให้และรู้จักว่าควรให้ในลักษณะไหนเสียมากกว่าครับ

หากเราลองมาเปรียบเทียบมุมมองระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ผมเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่คงไม่ต้องการได้ผู้หญิงที่เห็นตัวคุณมีค่าเพราะคุณมีเงินทองมากมาย คุณคงไม่ต้องการที่จะได้ผู้หญิงที่ใส่ใจแต่ของนอกกายโดยไม่ได้สนใจในเรื่องของความรู้สึกใดๆเลย ส่วนคุณผู้หญิงก็คงเช่นเดียวกัน คุณก็คงไม่ต้องการที่จะได้ผู้ชายที่มีนิสัยชอบโอ้อวดในเรื่องของความร่ำรวย ใช้เงินซื้อหาความสุขและไม่เคยคิดที่จะใส่ใจในเรื่องของความรู้สึกของคุณเลย เพราะการที่คนสองคนจะเริ่มต้นคบกันด้วยเรื่องเงินทองเป็นสาเหตุใหญ่นั้น จุดจบสุดท้ายก็คงจะมาถึงในเร็ววันและอาจจะจบลงได้เลวร้ายกว่าที่ใครหลายคนจะคาดคิดก็เป็นได้

ตัวพ่อรุ่นใหม่จึงควรลืมเรื่องการใช้เงินซื้อความสุขไปได้เลยครับ เพราะกฎในข้อที่ผ่านๆมาผมก็ได้แนะนำไปแล้วถึงการรู้จักเลือกคนที่ใช่ที่สุดและเมื่อคุณเลือกได้อย่างดีที่สุดแล้ว คุณก็จะไม่ต้องใช้เงินทองของคุณเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย บางคนอาจจะคิดว่าถ้าคุณไม่ใช้เงินทองดูแลผู้หญิงของตัวเอง เธออาจจะมองว่าคุณไม่เป็นสุภาพบุรุษหรือไม่เจ๋งพอก็เป็นได้ แต่ก็ช่างประไรครับหากเธอคิดแบบนั้นกับคุณจริงๆ คุณก็เลิกกับเธอเสียเถอะครับอย่ามัวเสียเวลาคบกันให้มันยืดยาวอีกเลยครับ

ตัวพ่อเมื่อคิดจะคบใครเราก็ต้องจริงใจตรงไปตรงมาอยู่เสมอ ดังนั้นการที่เราจะรู้ได้ว่าผู้หญิงคนไหนจะเป็นคนที่ดีและผ่านมาตรฐานของเรามากที่สุดก็ต้องลองทดสอบเธอดูในเรื่องการใช้เงินได้เลยครับ เพียงแต่เวลาที่คุณจะไปไหนมาไหนกับเธอคุณก็ต้องกล้าที่จะเอ่ยปากกับคำพูดง่ายๆว่า

“มื้อนี้ผมเลี้ยงเองนะครับ แต่ว่าคงทำไม่ได้บ่อยๆ นะจ๊ะ”

มันอาจจะฟังดูเหมือนคุณยากจนข้นแค้นนะครับ แต่ผมเชื่อว่าถ้าผู้หญิงคนนั้นเขามีจิตใจและความคิดที่ดีพอเขาก็น่าจะรู้และเข้าใจครับว่า ยุคนี้สมัยนี้เงินทองหายากแค่ไหน ต้องรู้จักกินต้องรู้จักใช้หากไม่รู้จักการวางแผนการใช้เงินมัวแต่ใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือยต่อไปก็คงหมดไม่มีเหลือ ในทางกลับกันเผลอๆเธออาจจะเห็นว่าคุณเป็นคนตรงไปตรงมาน่ารักเสียด้วยซ้ำไปครับ

สำหรับคู่รักบางคู่เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันก็ออกแนวช่วยกันอเมริกันแชร์ซะด้วยซ้ำไปครับ แม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นคบกันใหม่ๆก็ตามที แต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ต่างคนต่างออก ผลัดกันเลี้ยงดูปูเสื่อแบบนี้ก็ถือว่าน่ารักไปอีกแบบครับ เพราะการทำแบบนี้จะยิ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและเป็นการปลูกฝังในเรื่องการใช้เงินอย่างรู้คุณค่าเผื่อไว้ในวันข้างหน้าได้อีกด้วย

แต่ถ้าหากคู่ของคุณเป็นคู่ที่เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันก็ตาม คุณต้องเป็นคนควักเงินจ่ายอยู่ตลอดเวลา แถมพอถึงวันเกิด วันครบรอบ วันพิเศษทีนึง คุณยังต้องหาซื้อของขวัญมาให้เธอในราคาที่แพงหูฉี่อยู่เสมอเธอถึงจะประทับใจ คุณก็เตรียมทำใจไว้ได้เลยครับว่า เมื่อถึงเวลาที่คุณอยากจะเปลี่ยนให้เธอกลับมาเป็นสาวสวยชอบความประหยัดได้นั้น คุณจะไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอนครับ เผลอๆเธออาจจะรู้สึกหงุดหงิดและเริ่มเบื่อคุณขึ้นมาตะหงิดๆที่ไม่สามารถเอาอกเอาใจเธอได้เหมือนเคยและสุดท้ายเธอก็จะทิ้งคุณไปเพื่อที่จะไปหาผู้ชายคนใหม่ที่สามารถดูแลเธอได้ดีกว่าคุณ คราวนี้แหละครับเสียทั้งเงินเสียทั้งความรู้สึก เห็นมั้ยล่ะครับว่า การปลูกฝังในเรื่องความรักด้วยการใช้เงินนั้นมันไม่ได้ช่วยให้อะไรๆดีขึ้นได้เลยจริงๆ

แล้วตัวพ่ออย่างเราควรทำอย่างไรถึงจะทำให้การไม่ใช้เงินในการจีบสาวครั้งนี้ออกมาดีที่สุดล่ะ? ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปเลยครับ เพียงแต่คุณต้องแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณเป็นคนแบบไหนเสียตั้งแต่แรก คุณทำงานอะไร รายได้มีอยู่ประมาณไหน ซึ่งอันนี้คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งสาธยายบอกเธอเป็นตัวเลขหรอกนะครับ แต่คุณต้องทำให้เธอรู้ได้ด้วยการใช้ชีวิตของคุณเอง เธอสามารถเรียนรู้จากสไตล์การแต่งตัว รถยนต์ที่คุณขับและสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณได้ครับหรือคุณอาจจะเป็นคนที่รวยล้นฟ้าก็จริงแต่นิสัยของคุณนั้นกลับเป็นคนที่รู้จักใช้เงิน รู้จักการประหยัดและไม่ฟุ่มเฟือย คุณก็สามารถแสดงออกมาให้เธอสัมผัสกับตัวตนของคุณได้เลยครับและเธอจะเริ่มเรียนรู้เองครับว่า “ผู้ชายคนนี้จริงใจไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”

จากนั้นเวลาไปไหนมาไหนด้วยกันคุณก็ต้องหัดพูดหรือแสดงความรู้สึกนึกคิดให้เธอรู้ครับว่าเงินทองแต่ละบาทที่จะใช้ไปนั้นมันมีค่ามากมายแค่ไหน คุณต้องเหน็ดเหนื่อยยังไงกว่าจะได้มันมา เธอก็จะเริ่มเห็นคุณค่าของเงินเช่นเดียวกันกับคุณและจะไม่ร้องขอในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องกับคุณอย่างแน่นอนครับ เพราะเธอรู้แล้วว่าคุณไม่ใช่พ่อบุญทุ่มที่มีแต่เงินแต่ไร้สมองครับ ผมขอเรียกวิธีการแบบนี้ว่า “การปลูกฝังลงไปในจิตสำนึก” กันเลยทีเดียวครับ ฉะนั้นรับรองว่านอกจากจะไม่มีใครว่าคุณเป็นคนขี้งกอย่างไร้น้ำใจแล้ว คุณยังจะกลายเป็นคนดีที่มีสมอง ขยันขันแข็ง รู้จักกินรู้จักใช้ น่าจับมาทำสามีซะจริงๆเลยครับ (ฮ่าๆๆๆ)

ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยยังไงก็ยังชอบผู้ชายที่เป็นคนดี รู้จักทำมาหากิน รู้จักเก็บหอมรอมริบอย่างแน่นอนครับ เพราะมันทำให้พวกเธอมั่นใจได้ว่าในอนาคตหากพวกเธอฝากชีวิตเอาไว้กับผู้ชายคนนี้ (ไม่ว่าเธอจะเป็นคนที่เท่าไรของเขาก็ตาม) พวกเธอก็ยังมั่นใจได้เต็ม 100% ว่าชีวิตของพวกเธอจะไม่ลำบากอย่างแน่นอน

ซึ่งเรื่องนี้ผมขอพูดยกตัวอย่างถึงผู้ชายที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยกันซะหน่อยนะครับ หลายๆคนคงเคยเห็นตัวอย่างทั้งในชีวิตจริงและในละครกันไปบ้างแล้วที่เมื่อคนๆนึงมีบ้านเล็กบ้านน้อยไม่ว่าเขาจะร่ำรวยสักแค่ไหนก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องจากโลกใบนี้ไปก็มักจะต้องเขียนพินัยกรรมเงินล้านเอาไว้หรือจัดสรรปันส่วนมรดกเอาไว้ให้คนข้างหลังที่รอคอยเงินก้อนนี้อยู่ แต่สุดท้ายเมื่อเขาจากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังเอาไว้ เมื่อบ้านเล็กบ้านใหญ่ก็เริ่มหาเรื่องตีกันแย่งชิงมรดกเลือดอย่างไม่มีวันจบสิ้น ความทุกข์ยากก็ต้องไปตกอยู่กับลูกหลานกันต่อไป

นั่นอาจเป็นเพราะเขาปลูกฝังความรักไว้ด้วยการเลี้ยงดู อุ้มชู ให้เงินทองเป็นเหมือนสายใยในความรักของเขานั่นเองครับ มันอาจจะไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมดแต่ก็มีส่วนเป็นความจริงอย่างแน่นอนครับ เมื่อเขาดูแลบ้านเล็กด้วยเงินทองไปเรื่อยๆแต่ไม่เคยรู้จักสอนให้บ้านเล็กหาเงินหาทองได้ด้วยตัวเองเลย เมื่อถึงวันนึงที่เขาจากไปจริงๆ เธอก็จะไม่รู้จักการหาเงินหาทองเพื่อมาเลี้ยงดูตัวเองและดูแลครอบครัวได้เลย คราวนี้แหละครับงานเข้ากันเลยทีเดียว ภาระปัญหาต่างๆจึงบังเกิดยังไงล่ะครับ

เห็นมั้ยล่ะครับว่าการใช้เงินเป็นที่ตั้งนั้นเป็นเหมือนดาบสองคมกันเลยก็ว่าได้ครับ แต่หากเราลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ ปรับโฉมใหม่แห่งวงการตัวพ่อยุคดิจิตอล หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่แล้วหรืออาจจะมีได้ในวันข้างหน้าก็ตาม (ผมไม่ได้สนับสนุนให้มีกันหรอกนะครับ แต่ถ้ามีอยู่แล้วก็ควรรับฟังไว้บ้างก็ยังดี) ผมขอแนะนำครับว่าคุณไม่ควรจะเริ่มต้นเลี้ยงดูใครด้วยเงินทองของคุณอย่างเด็ดขาดแต่ควรปลูกฝังและแนะนำให้พวกเธอสามารถออกไปทำงาน ดูแลกิจการหรือมีความสามารถมากพอที่จะทำเงินทองของเธอให้งอกเงยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคุณไปเสียทุกอย่าง เพียงแต่อาจจะต้องมีคุณคอยเป็นผู้ให้กำลังใจให้ความช่วยเหลือพวกเธอในด้านเงินทุนในช่วงเริ่มต้นก็เท่านั้นเองและแม้ว่าวันนึงพวกเธอจะขาดคุณไปแล้วจริงๆ พวกเธอก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก หากคุณทำได้แบบนี้การที่พวกเธอเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคุณนั้นก็จะมาจากพื้นฐานของความรักและความจริงใจต่อกันอย่างแท้จริง โดยที่ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง แม้ว่าวันนึงคุณอาจจะพลาดพลั้งล้มลงจนธุรกิจที่คุณเคยสร้างมากับมือย่อยยับไม่เหลือเงินทองเลยแม้แต่บาทเดียว พวกเธอก็จะไม่มีวันทิ้งคุณไปไหนครับ ผู้หญิงบางคนรักคุณมากจนถึงกับช่วยเหลือคุณอย่างเต็มที่เพื่อให้คุณกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นดังเดิมเสียด้วยซ้ำไป นั่นเพราะคุณให้ความรักและความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้งของความรักที่คุณมีให้กันและกันยังไงล่ะครับ เห็นมั้ยล่ะครับว่าความรักนั้นลึกซึ้งและยิ่งใหญ่เพียงใด

ผมจึงอยากให้คุณลองหันมาเปลี่ยนแปลงมุมมองความคิดและการใช้ชีวิตของตัวเองกันเสียใหม่ครับ หากวันนี้คุณคิดที่จะเป็นผู้ชายเจ้าชู้แบบตัวพ่อ คุณก็ต้องเป็นตัวพ่อที่มีคุณค่ามีจรรยาบรรณมากพอที่ใครๆจะนับถือและให้ความไว้วางใจ เพราะการมีความรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิด แม้ว่าหลายๆครั้งความรักของคุณจะเป็นความรักที่ดูผิดศีลธรรมอันดีงามก็ตาม แต่หากคุณรู้จักการดูแลทะนุถนอม การจัดการและให้ความสำคัญกับมันมากพอ ความรักแบบนี้ก็จะไม่มีวันทำร้ายใครให้ต้องเจ็บช้ำใจ จากที่เคยถูกสังคมมองว่าผู้ชายเจ้าชู้เป็นตัวก่อปัญหาให้กับสังคม วันนึงข้างหน้าคุณอาจเป็นคนหนึ่งที่ทำให้สังคมนี้กลับมาดีขึ้นก็เป็นได้หากว่าคนทุกคนรู้จักยอมรับความจริงและไม่วิ่งหนีปัญหาที่มันเกิดขึ้นจริงอยู่แล้วภายในสังคมของเราทุกวันนี้

มีผู้ชายมากมายที่แอบหนีภรรยาไปมีกิ๊ก แอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยแล้วก็ไม่รู้จักการรับผิดชอบที่ถูกต้อง มีผู้ชายมากมายที่เคยเป็นคนดีมาตั้งแต่ตอนสมัยยังหนุ่มแต่เมื่ออายุมากเข้าก็เกิดอาการดีแตกกลายเป็นป๋าหื่นบ้ากามไปเสียอย่างนั้น บางคนทิ้งลูกทิ้งเมียไม่รู้จักใส่ใจใยดีไร้ความรับผิดชอบของลูกผู้ชายและมีผู้ชายมากมายที่ใช้เงินซื้อความไคร่จนไม่สนใจเลยว่าสาวๆที่เขากำลังจ่ายเงินให้อยู่นั้นจะเด็กเกินไปหรือรุ่นราวคราวหลานสักแค่ไหน นี่แหละครับปัญหาสังคมของจริงที่บางครั้งคุณผู้หญิงต่างก็พากันปฏิเสธและทำเป็นเหมือนไม่ยอมรับรู้รับฟังใดๆ ได้แต่เพียงบอกว่า “สามีของฉันเป็นคนดีและจะไม่มีวันทำแบบนั้นอย่างแน่นอน” แต่คำถามก็คือ หากวันนึงมันเกิดขึ้นกับตัวคุณจริงๆ คุณจะรับมือกับเรื่องเหล่านี้ยังไงล่ะครับ จะปล่อยให้มันทำลายชีวิตคุณหรือจะปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขดี

โลกใบนี้ไม่มีคำว่ายุติธรรมเสมอไปหรอกนะครับ อะไรที่ผู้ชายทำได้ก็ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงต้องทำได้ด้วยเสมอไป เพราะมันเป็นแบบนี้มาเนิ่นนานกว่านับพันนับหมื่นปีแล้วครับ หากผู้หญิงต้องการที่จะเปลี่ยนผู้ชายเจ้าชู้ให้กลายเป็นลูกแมวเหมียวที่เชื่องกับคุณ ผมว่าลองช่วยกันหยุดแกนโลกไม่ให้หมุนต่อยังจะง่ายเสียกว่าครับ

ผมจึงอยากทิ้งท้ายเรื่องราวของ How to เจ้าชู้ตัวพ่อ” เล่มนี้ไว้ด้วยคำแนะนำที่อยากให้ผู้อ่านทุกคนลองเปิดกว้าง เปิดตา เปิดใจ เปิดสมองรับมุมมองใหม่ๆที่กว้างขึ้นและแตกต่างออกไปครับ เพราะเรื่องราวต่างๆที่ผมพูดมานั้นล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจริงในสังคมทั้งสิ้น เพียงแต่อาจจะยังไม่มีใครที่คิดจะแก้ไขและปรับปรุงมันอย่างจริงจังเสียที ผมอยากให้คู่รักหลายๆคู่หันหน้ามาพูดคุยกันครับ ทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น ช่วยกันทำความรักที่มีอยู่ให้ยั่งยืนยาวนาน มีปัญหาก็ร่วมแก้ มีสุขก็ร่วมเสพ มีทุกข์ก็ร่วมต้าน ดีกว่าพากันวิ่งหนีปัญหาและก็ทิ้งมันไว้ให้กับสังคมนี้ของเรา

ผู้ชายเจ้าชู้หากมีจรรยาบรรณมากพอ แม้จะไม่สามารถเป็นคนดีที่สุดได้แต่อย่างน้อยคุณก็พยายามทำทุกอย่างให้มันดีขึ้นได้ครับ

แล้วกลับมาพบกันใหม่โอกาสหน้าที่ผมจะมีโอกาสนำเรื่องราวลับๆที่หลายคนอาจจะรู้แต่ไม่เคยพูดถึง บางคนอาจจะเคยทำแต่ก็ไม่กล้ายอมรับ มาเปิดเผยให้คุณได้รับรู้กันอย่างชัดแจ้งเห็นจริงกันครับ

ขอบคุณจากใจครับ...ตัวพ่อจูเนียร์

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

How to เจ้าชู้ตัวพ่อ "กฎข้อที่ 9"

กฎข้อ 9

ตัวพ่อ...ต้องรู้จักเลือก

เขียนไปเขียนมาก็มาถึงกฎข้อที่ 9 จนได้ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเขียนให้ได้สัก 100 ข้อไปเลยแต่ แหม...สงสัยเล่มนี้เอาสัก 10 ข้อก็คงน่าจะพอหอมปากหอมคอแล้วล่ะมั๊งครับ เผื่อเหลือเผื่อเก็บเอาไว้เขียนในเล่มต่อไปกันบ้าง (อิๆ ยังแอบหวังนะเนี่ยว่าจะได้มีเล่มต่อไป) จะว่าไปผมมันก็แค่คนขี้เกียจคนนึงแหละนะครับ จริงๆแล้วไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือสักเท่าไร ยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่หนามากๆนี่ยิ่งไม่อ่านเลย แต่พอถึงเวลาที่ตัวเองอยากเขียนระบายอะไรออกมาเป็นตัวหนังสือบ้างก็จะกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้ เลยต้องขออนุญาตเขียนอะไรให้มันสั้นกระทัดรัดเข้าใจง่ายและไม่หนาจนเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นผมคงเขียนได้ไม่จบแน่ๆด้วยความที่ขี้เกียจและขี้เบื่อมากมาย (ฮ่าๆๆๆ)

เอาล่ะครับบ่นไปซะยืดยาวแล้วก็มาเข้าเรื่องกันบ้างดีกว่า สำหรับกฎข้อนี้ผมขอพูดในเรื่องการรู้จักเลือกของผู้ชายอย่างเราน่ะครับ เพราะผู้ชายหลายคนมักมีปัญหากับเรื่องนี้ บางคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองจึงมักคิดอยู่เสมอว่าตนเองไม่มีโอกาสเลือกได้มากนักไม่ว่าจะด้วยหน้าตาหรือฐานะ บางคนก็ชอบคิดว่าตัวเองเป็นหมาวัดที่หมายจะเด็ดดอกฟ้าเลยถล่มตัวเองกันแบบสุดฤทธิ์เรียกได้ว่าถล่มกันจนไม่เหลือค่าเลยก็มีหรือบางคนก็ไม่ชอบเลือกครับ แต่เป็นพวกที่คลำดูไม่มีหางพี่แกเอาหมดอะไรทำนองนั้น ซึ่งทั้งหมดที่ผมกล่าวมาเนี่ยจัดว่าอยู่ในประเภทที่ไม่ค่อยจะเวิร์คเท่าไหร่ครับ

ผมอยากให้ผู้ชายทุกคนเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนมุมมองให้กลับมามั่นใจในตัวเองอีกครั้งหนึ่งครับ เราต้องมั่นใจครับว่าเราดูดีและมีสไตล์เป็นของตัวเองมากพอโดยไม่ต้องไปเลียนแบบใครหรือคิดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะสไตล์ใครก็สไตล์มันถูกต้องมั้ยครับ คุณอย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองไม่ได้หล่อแบบ เคน ธีรเดช แล้วจะไม่มีสาวคนไหนมาสนใจ เพราะสไตล์ความชอบของผู้หญิงแต่ละคนก็ย่อมมีความแตกต่างกันออกไปด้วยครับ เคยเห็นมั้ยล่ะครับที่ผู้ชายบางคนหน้าตาไม่ได้เรื่องแต่กลับเดินควงกับสาวสวยน่ารักที่ดูต่างกันราวฟ้ากับเหว ผมเชื่อว่าคุณต้องเคยเห็นอย่างแน่นอนและมันเพราะอะไรล่ะครับ ทำไมเขาถึงทำได้ขนาดนั้น แล้วถ้าเขาทำได้จริงๆแล้วทำไมเราจะทำไม่ได้บ้างล่ะ จริงมั้ยล่ะครับ?

การที่เราจะมีความมั่นใจใจตัวเองได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องกลับมาดูที่ตัวเราเองก่อนนะครับว่าตัวเรามีจุดเด่น จุดด้อยอยู่ตรงไหนบ้าง หากรู้แล้วก็ควรดึงเอาจุดเด่นตรงนั้นออกมาให้ชัดเจนมากที่สุดและตรงจุดด้อยก็ควรปรับปรุงหรือหาอะไรมาปกปิดเอาไว้ เช่น บางคนเป็นคนหน้าตาพอใช้ได้ รูปร่างสมส่วน ผิวพรรณดี แต่มีกลิ่นตัวแรงมากแบบเต่าเรียกพ่อ คุณก็แค่หัดแต่งตัวให้ดูดีมีสไตล์ สะอาดตา แล้วก็ควรเลือกใช้น้ำหอมดีๆมาระงับกลิ่นตัวซะก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วล่ะครับ ผมว่าเรื่องพวกนี้สำหรับคนยุคนี้คงไม่ต้องมานั่งอธิบายกันให้เสียเวลาหรอกนะครับ เพราะแฟชั่นในปัจจุบันนี้ก็เปิดกว้างมากพอและยังมีคนคอยแนะนำให้คุณได้อีกมากมายด้วยเช่นกัน หรือถ้าไม่มีใครแนะนำในเรื่องการแต่งตัวได้จริงๆ ผมก็แนะนำว่าให้ลองเดินไปที่ร้านขายเสื้อผ้าแล้วลองใส่ดูทุกชุดให้มันสะใจไปเลยครับ เพราะอย่างน้อยเจ้าของร้านเขาก็ช่วยคุณเลือกได้แน่นอนว่าสไตล์แบบคุณต้องใส่เสื้อผ้าแนวไหนถึงจะดูดีที่สุด

จากนั้นเราก็ควรเปลี่ยนมุมมองตัวเองเสียใหม่ว่าเราเองก็สามารถเป็นฝ่ายเลือกผู้หญิงได้เช่นกันครับ สมัยนี้มันหมดยุคดอกฟ้ากับหมาวัดไปแล้วล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นสาวสวยสูงส่งมาจากไหน หากคุณมั่นใจว่าคุณมีดีมากพอ คุณก็แค่ลองดูครับ ไม่มีอะไรเสียหายนี่นา ถ้าจีบได้ก็โชคดีได้เธอมาครองแต่ถ้าจีบไม่ติดกินแห้ว ก็ไม่ตายนี่ครับก็แค่ไปซื้อน้ำแข็งใสกับน้ำหวานมาเติมอีกนิดหน่อยรสชาดเยี่ยมเลย (ฮ่าๆๆๆ) ผมล้อเล่นน่ะครับ สรุปคือ เลิกกลัวแห้วไปเลยครับ ชีวิตมันจะมีรสชาดมันก็ต้องลองดูครับ ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าจะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้

การเลือกผู้หญิงที่ดีสำหรับตัวคุณนั้น คุณก็ต้องย้อนกลับไปดูกฎข้อที่ผ่านๆมาก่อนนะครับว่าเรามีกฎเหล็กกับตัวเองยังไงบ้าง เราชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง เราต้องการคนที่น่ารัก สวย ถูกใจแค่ไหนเราเลือกเอาได้ตามความชอบเลยครับ จากนั้นเมื่อเราออกไปท่องโลกกว้างแล้วได้มีโอกาสพบเจอกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะในผับ ในห้าง ในร้านอาหารหรือตามสวนสาธารณะก็ตาม คุณก็แค่ใช้มาตรฐานที่คุณมีเป็นตัววัดก็เท่านั้นเองครับ

หากเจอคนที่ยังไม่ใช่เราก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากครับ เต็มที่ก็คบเป็นแค่เพื่อนเชื่อมสัมพันธภาพไมตรีที่ดีต่อกันเอาไว้ก็เพียงพอ เพราะถ้าหากคุณเจอคนที่ยังไม่ใช่และยอมรับกับกฎเหล็กของคุณไม่ได้ แต่คุณกลับรู้สึกเสียดายและเผลอใจเข้าไปยุ่งเกี่ยวจนมากเกินไป ผลของการกระทำนั้นอาจจะย้อนกลับมาทิ่มแทงให้คุณบอบช้ำทั้งกายและใจได้ในอนาคตอันใกล้ครับ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการเลือกคนที่ใช่ ตรงใจที่ชอบจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวพ่ออย่างพวกเราครับ

การเป็นตัวพ่อนั้นต้องใจแข็ง คำไหนคำนั้น รักก็คือรัก เลิกก็คือเลิก ตัดเป็นตัด อย่าได้ปล่อยให้มีช่องโหว่ที่จะย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้ แต่ก็ต้องเป็นคนที่จริงใจ มีน้ำใจ มีความเป็นธรรมนะครับ ไม่ใช่ไร้ซึ่งสามัญสำนึกทำอะไรไม่คิด ฟันแล้วทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใยนะครับ แบบนั้นเขาเรียก “ชั่ว” ครับ ไม่ได้เรียกว่ามีจรรยาบรรณ เพราะยังไงผมก็ยังขอย้ำเสมอกับคำว่า “ตัวพ่อต้องมีจรรยาบรรณ” ครับ

จากเรื่องนี้ผมมีตัวอย่างหนึ่งของเพื่อนผมชื่อ ไอ้ F มาเล่าให้ฟังครับว่ามันเป็นคนที่รู้จักเลือกอย่างไร

ไอ้ F เพื่อนผมเป็นคนที่หน้าตาจัดอยู่ในประเภทพอใช้ครับ ไม่ได้หล่อขั้นเทพ ไม่ได้รวยล้นฟ้า ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่ที่มันมีคือความมั่นใจในตัวเองและรู้จักบริหารเสน่ห์เท่านั้นเองครับ

ครั้งหนึ่งไอ้ F มันแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งครับ เธอสวย ใส น่ารัก ดูสูงส่งราวกับนางฟ้าเลยล่ะครับ เพราะหน้าตาและผิวพรรณของเธอนั้นจัดได้ว่าเป็นลูกคุณหนูเลยทีเดียว ตอนนั้นเองที่เพื่อนของผมมันเข้าไปจีบเธอ มันก็ได้รู้ครับว่าเธอคนนั้นก็แอบมีใจให้มันเหมือนกัน ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าด้วยเหตุผลอะไร แต่ที่แน่ๆ ไอ้ F มีสิทธิ์แน่นอนครับที่จะคว้าเธอมาครอง

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงใจมัน นั่นก็คือ เธอรับไม่ได้อย่างแรงครับที่มันเป็นคนเจ้าชู้และก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย (สรุปคือเพื่อนผมมันอยากคบเธอเป็นแค่กิ๊กน่ะครับ น่านนน...เป็นไงล่ะครับ สวยขนาดนี้มันยังจะให้เป็นแค่กิ๊กเลย มั่นใจมากครับเพื่อนผม) ถ้าเป็นตัวคุณ คุณคิดว่าจะทำยังไงครับกับสถานการณ์เช่นนี้ จะเลือกคบเธอเพราะความสวยและเสียดายไม่อยากเสียเธอไปหรือจะเลือกเดินจากไปแล้วหาคนใหม่ที่ดีกว่าครับ

ผมเชื่อครับว่าคำตอบนี้ตอบได้ยากหากเธอคนนั้นหน้าตาสวยแบบที่ดาวมหาลัยก็ยังชิดซ้าย แต่สำหรับเพื่อนผมมันเลือกคำตอบได้อย่างไม่ต้องคิดเลยล่ะครับ มันเลือก “เดินจากไป” ครับ ว้าว...เด็ดขาดมากครับเพื่อนผม เพราะมันรู้ครับว่าถ้ามันเลือกเธอไปแล้ว อนาคตจะต้องเกิดปัญหาหึงหวงอย่างแน่นอนและสิ่งที่ยุ่งยากก็จะตามมาอีกมายครับ มันจึงต้องยอมตัดใจจากเธอไปโดยที่ไม่ได้สานต่อใดๆทั้งสิ้น คงเหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น

แต่เชื่อมั้ยล่ะครับว่าหลังจากที่มันยอมใจแข็งตัดเธอออกไปจากลิสต์รายชื่อกิ๊กแล้วให้เธอเป็นแค่เพื่อน จากนั้นอีกไม่นานมันก็โชคดีได้ไปเจอกับกิ๊กคนใหม่ที่สวย ใส ไฉไลมากกว่าเธอคนนี้ซะอีกครับ และที่สำคัญเธอตรงใจและรับได้กับทุกมาตรฐานของมันแบบ 100% เลยล่ะครับ เห็นมั้ยล่ะครับว่า ถ้าบางครั้งเรารู้จักยอมละทิ้งสิ่งที่เราคิดว่าดีอยู่แล้วเพื่อไปลองค้นหาสิ่งใหม่ที่ดีกว่า คุณก็จะมีโอกาสได้สิ่งมีค่าที่ดีกว่านั้นกลับมาอยู่เสมอ เพราะโอกาสยังคงรอคอยคนที่กล้าพอที่จะไปคว้ามันมาครอบครองอยู่เสมอครับ

คุณสามารถนำเอาข้อคิดของเรื่องนี้ไปใช้ได้กับทุกๆเรื่องเลยนะครับ ไม่ใช่แค่เรื่องความรักเพียงเท่านั้น เพราะโลกของเราในทุกวันนี้นับวันจะยิ่งมีคนเก่งเพิ่มขึ้นทุกวัน พื้นที่ที่จะให้เรายืนก็มีอยู่อย่างจำกัดหากว่าวันนี้ตัวเราเองยังไม่ชัดเจนพอกับชีวิตและเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง เราก็คงไม่มีสิทธิ์ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีพื้นที่มากพอที่จะให้เราได้ยืนอยู่อย่างภาคภูมิใจบนโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอนครับ เกิดมาหนเดียวเราก็ตายแค่หนเดียวเช่นกัน ผมว่าเราลองคิดลองทำอะไรให้มันคุ้มค่ากับชีวิตที่ได้เกิดมาจะดีกว่านะครับ เดินไปให้สุดทางฝันที่เราต้องการแล้วคุณจะค้นพบว่าชีวิตยังมีอะไรรอให้คุณไปพิสูจน์อีกมากมายครับ...อ่ะ ตัวพ่อก็พูดมีสาระเป็นเหมือนกันนะครับเนี่ย (ฮ่าๆๆ)

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

How to เจ้าชู้ตัวพ่อ "กฎข้อที่ 8"

กฎข้อ 8

ตัวพ่อ...ต้องตีบทแตก

มีหลายคนเคยพูดกับผมว่า “การแสดงละครนั้นยากหากไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ” ผมเองก็เคยคิดเช่นนั้นเหมือนกันครับ ผมเคยรู้สึกเสมอเมื่อเราต้องการจะพูดโกหกหรือปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้ในใจ ไม่ว่าจะพยายามอย่างมากแค่ไหนก็ตาม แต่สายตาของเราก็พร้อมที่จะเป็นช่องโหว่ของความลับที่พร้อมจะให้ผู้อื่นสามารถอ่านใจเราได้อยู่ดี

ผมเชื่อว่าคนทุกคนย่อมต้องเคยพูดโกหก แสดงท่าทีเสแสร้งแต่ก็มักถูกจับได้อยู่เสมอ ถูกจับได้ทั้งๆที่คิดว่าเก็บความลับไว้เป็นอย่างดีแล้ว ถูกจับได้ทั้งๆที่คิดว่าแนบเนียนมากพอแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถปกปิดแฟนหรือคนใกล้ชิดของตัวเองไปได้อยู่ดี แล้วมันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ? ทำไมหลายๆครั้งผลของการพยายามโกหกจึงต้องกลับกลายเป็นถูกจับได้ทุกครั้งไป

หากคุณยังจำได้ ผมเคยแนะนำไปแล้วในเรื่องของการพูดความจริงให้เป็น แต่สำหรับกฎข้อนี้ผมขอยกให้เป็นสุดยอดทฤษฎีที่จะนำคุณไปสู่การลงมือปฏิบัติมากกว่าเป็นเพียงแค่ทฤษฎีของคำพูดที่จริงใจเท่านั้น เพราะคราวนี้มันคือ “การแสดงออกอย่างจริงใจให้เป็น” นั่นเองครับ

งานนี้ไม่ต้องเป็นนักแสดงมืออาชีพหรือพระเอกนางเอกมาจากไหนหรอกครับ เราก็สามารถทำได้กันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นการรู้จักเก็บอารมณ์ไม่ให้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง การวางตัวให้เหมือนกับเป็นพระเอกละครอยู่ตลอดเวลาหรือการตีหน้าซื่อจนใครก็เดาใจคุณได้ยาก ซึ่งทั้งหมดนี้คุณสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองอย่างแน่นอนครับ

ก่อนที่คุณจะได้รู้ความลับของการตีบทแตกเหล่านี้ ผมอยากขอให้คุณลองคิดดูครับว่า โดยปกติแล้วคุณเคยดูละครหรือภาพยนตร์บ่อยแค่ไหน อ่ะ...หลายคนคงอยากจะถามผมใช่มั้ยล่ะครับว่าแล้วมันเกี่ยวข้องกันยังไง เพราะจริงๆแล้วมันก็มีทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องและก็ไม่เกี่ยวข้องเลยนะครับ

ข้อแรกในส่วนที่เกี่ยวข้องก็คือ การดูพระเอกในละครหรือการจดจำบทบาทจากพระเอกหรือตัวร้ายในละครได้บ้างนั้น จะเป็นประโยชน์หรือแนวทางในการปฏิบัติตัวของคุณที่เห็นเป็นตัวอย่างได้ง่ายที่สุดแล้วครับ คุณไม่จำเป็นต้องไปลงคอร์สเรียนการแสดงให้เปลืองเงินเลยด้วยซ้ำไป ขอเพียงคุณมีใจรักและช่างจดช่างจำเพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ

ส่วนในความไม่เกี่ยวข้องนั้นก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับเพียงแต่ผมอยากจะบอกคุณว่าอย่ามัวดูละครน้ำเน่าให้มันมากเกินไปนักนะครับ เพราะชีวิตของคุณคงจะไม่สามารถน้ำเน่าได้เท่ากับในละครหรอกครับ (ฮ่าๆๆๆ) บางอย่างเราเก็บเอามาใช้ประโยชน์ได้ แต่บางอย่างมันก็เป็นขยะที่ไม่ควรจดจำเอาเป็นแบบอย่างครับ

ผมว่าเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาและหน้ากระดาษ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. การรู้จักเก็บอารมณ์ไม่ให้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง

การเป็นคนที่รู้จักเก็บอารมณ์ รู้จักวางตัวนิ่งเฉยได้นั้น คุณจำเป็นต้องเป็นคนที่ใจเย็นสักนิดนะครับ ไม่ควรเป็นคนที่เอะอะโวยวายโผงผางจนเกินไป บางคนพอเจอกับปัญหาอะไรเข้าก็แหกปากโวยวายจนเสียเรื่องหรือบางคนพอถูกจับได้ว่าโกหกแทนที่จะคิดแก้ปัญหาแต่กลับหาเรื่องทะเลาะให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปซะอย่างนั้น ทั้งที่จริงๆแล้วถ้าคุณใจเย็นลงอีกนิด นิ่งเฉยลงหน่อย เรื่องมันอาจจะจบได้อย่างง่ายดายเลยก็ได้ครับ

ก่อนอื่นผมขอแนะนำให้คุณรู้จักกับคำว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” เอาไว้เลยนะครับ เพราะยิ่งคุณเป็นคนที่ใจเย็น วางตัวนิ่งเฉย เป็นผู้ฟังมากกว่าพูดมากไม่มีที่สิ้นสุดและรู้จักรอดูท่าทีของคนอื่นได้มากเท่าไร คุณก็จะมีโอกาสเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้มากเท่านั้น (ต้องช่างสังเกตอาการของคนอื่นด้วยนะครับ) ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ เช่น เวลาแฟนของคุณเกิดไปได้ยินคนอื่นเม้าท์ให้เธอฟังว่าคุณไปเดินเที่ยวห้างกับสาวๆที่ไหนก็ไม่รู้แล้วเอาเรื่องนั้นมาโวยวายกับคุณ คุณคิดว่าคุณควรทำตัวอย่างไรครับ?

ข้อ ก. ปฏิเสธไปเลยสิโว๊ย ไม่รับซะอย่างมีไรมะ

ข้อ ข. ยอมรับแต่โดยดี ผมผิดไปแล้วคร้าบ

ข้อ ค. โวยวายใส่เธอว่าเธอหูเบาเกินไปแล้ว เอาลูกตุ้มมาถ่วงบ้างก็ดีนะหล่อน

ข้อ ง. ทำตัวไม่ถูกเลยว่ะ เอามันทุกข้อเลยละกัน

เอ่อ...นี่ไม่ใช่ข้อสอบ O-NET นะครับ (ฮ่าๆๆๆ) เห็นมั้ยครับว่าแค่ตัวเลือกก็มีตั้งหลายข้อแล้วใช่มั้ยล่ะครับ แล้วถ้าเป็นคุณจะเลือกข้อไหน?

ผมไม่ได้มีคำตอบที่ดีที่สุดหรือแน่นอนตายตัวให้หรอกนะครับ แต่ที่ดีที่สุดก่อนอื่นคุณต้องวางตัวให้นิ่งให้ได้ก่อนครับ แล้วดูว่าแฟนของคุณมีปฏิกิริยาและอารมณ์ที่รุนแรงกลับมาแค่ไหน คุณต้องลองคาดคะเนดูครับว่าความรุนแรงมันถึงขั้นไหนไปแล้ว (เหอๆๆ...สยอง) เพราะไม่ว่ามันจะมากหรือน้อยมันก็มีทางแก้ไขทั้งนั้นแหละครับ

หลังจากนั้น ผมไม่แนะนำให้คุณปฏิเสธซะทีเดียวอย่างแน่นอนครับว่าคุณไม่ได้ทำ เพราะหากไม่มีมูลหมามันคงไม่คาบมาบอกแฟนคุณหรอกครับ แต่คุณควรจะพูดกับเธอดีๆด้วยอาการที่นิ่งเฉยก่อนนะครับว่า

“ใครเอาเรื่องนี้มาบอกเหรอ? วันไหนจ๊ะ เพราะว่าก็ไปมาตั้งหลายครั้งนะ”

เจอคำนี้เข้าไปผมเชื่อว่าแฟนคุณต้องเริ่มรู้สึกอะไรบ้างแล้ว อาจจะงง อาจจะโกรธมากขึ้นหรืออาจจะติงต๊องไปเลย (ฮ่าๆๆ) ผมล้อเล่นนะครับ

แฟนคุณก็จะต้องเริ่มตั้งคำถามอย่างแน่นอนครับว่า “ไปไหน? ไปกับใครมา? ทำไมเพื่อนฉันถึงได้เอามาพูดแบบนี้?” แบบมาเป็นชุดเลยล่ะครับ

คราวนี้ก็เป็นตาของคุณบ้างแล้วครับที่จะต้องทำเนียนทำนิ่งแล้วยิงคำถามกลับไปบ้างครับ

“เดี๋ยวนะที่รัก ก่อนจะมาโกรธ มาโมโหใส่กันเนี่ย คุยกันถึงที่มาที่ไปก่อนดีมั้ยจ๊ะ ไม่ใช่ฟังเค้ามาก็เชื่อเลย” อย่าหยุดนะครับ พูดต่อไปอีก “ตกลงว่าใครไปเห็น แล้วเห็นวันไหน ที่ไหนด้วย?”

จากนั้นแฟนคุณจะเริ่มบรรยายมาเป็นฉากๆเลยล่ะครับ ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าที่เพื่อนของแฟนคุณไปเห็นมาน่ะ คุณกับสาวคนนั้นของคุณกำลังเดินด้วยกันด้วยท่าทางแบบไหน คุณอาจเดินควงกันแบบพี่น้องหรือเดินควงกันแบบหวานซึ้งก็เป็นได้ แต่ที่สำคัญคือคุณต้องตอบคำถามให้ดีๆ ครับ

หากคุณเดินควงกันแบบธรรมดาประสาพี่น้อง (ท้องชนกัน อิๆ) คุณก็แค่บอกไปเลยครับว่า

“ก็ไม่มีอะไรนี่นา ก็น้องบีมไง น้องที่บริษัทน่ะ พอดีวันนั้นไปธุระด้วยกันแถวนั้นพอดีก็เลยไปทานข้าวด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ” สายตาและท่าทางของคุณต้องนิ่งจริงๆนะครับ

“ถ้าที่รักไม่เชื่อ เค้าก็คงไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว แต่นี่ก็บอกความจริงไปหมดแล้วนี่นา” คุณบอกหมดแน่ครับ แต่คงไม่ต้องบอกหรอกว่าน้องบีมก็เป็นกิ๊กคนนึงของคุณด้วยเช่นกัน (เหอๆๆ)

จากนั้นคุณก็ทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ไปเลยครับ แล้วก็ดูอาการของแฟนคุณต่อไป ถ้าเธอยังมีอาการงอนอยู่บ้าง คุณก็แค่เอาอกเอาใจเพิ่มอีกนิด ออดอ้อนอีกหน่อย มันมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงครับว่าสถานการณ์นี้จะดีขึ้นได้ไม่ยากครับ

แต่ถ้าบังเอิญวันนั้นคุณดันไปเดินควงกับน้องบีมแบบหวานซึ้ง จูงมือ โอบไหล่ อันนี้ผมก็ต้องขอบอกว่างานเข้าแล้วล่ะครับพี่น้อง เพราะต้องเคลียร์กันยาวเลยล่ะ โดยส่วนตัวผมไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยดีไม่ได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีปากของคุณเองแล้วล่ะครับว่าจะแน่นอนสักแค่ไหน

“ผมขอถามคุณหน่อยได้มั้ยที่รักว่าระหว่างผมกับเพื่อนคุณเชื่อใครมากที่สุด” คำตอบที่คุณจะได้รับกลับมาอาจจะไม่ถูกใจคุณเสมอไปอย่างแน่นอนและอาจทำให้สถานการณ์กลับแย่ลงไปอีกด้วยครับ เพราะกรณีแบบนี้แฟนคุณน่าจะเชื่อคำพูดของเพื่อนมากกว่าคุณอย่างแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นคำถามแบบนี้ผมไม่ค่อยแนะนำให้ใช้หรอกนะครับ

หากเหตุการณ์ดูเหมือนจะร้ายแรงมากขึ้นจริงๆ ผมแนะนำครับว่าคุณควรพาแฟนของคุณไปคุยกันในที่เงียบๆที่มีกันแค่สองคน เผื่อว่าแฟนของคุณอยากจะเอะอะโวยวาย ร้องไห้หรือทำร้ายตัวเอง แต่ก็มีข้อดีสำหรับคุณด้วยนะครับ นั่นคือมันง่ายต่อการเอาอกเอาใจให้มากเป็นพิเศษน่ะครับ ก็แหม...อยู่กันแค่สองคนแล้วนี่ครับจะอายใครล่ะ

การรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ คุณยิ่งต้องใจเย็นให้ได้ยิ่งกว่าน้ำแข็งเลยนะครับ เพราะถ้าคุณใจร้อนไปด้วยอีกคนรับรองครับว่าเรื่องนี้คงไม่จบอย่างสวยงามแน่ๆ

จากนั้นคุณก็ควรเริ่มต้นพูดคุยกับเธอดีๆ เช่น “ผมยอมรับนะที่รักว่าผมทำแบบนั้นจริงๆ” สายตาของคุณต้องสื่อถึงความจริงใจและมองที่ตาของเธอตลอดเวลา มือสองข้างของคุณอย่าอยู่เฉยนะครับ กุมมือของเธอเอาไว้อย่างนุ่มนวลด้วยเพื่อป้องกันลูกตบมหากาฬน่ะครับ (ฮ่าๆๆ) และตามด้วยคำว่า “ผมขอโทษ”

จากนั้นเธอต้องถามแน่ๆครับว่า “แล้วมันเป็นใคร?” คุณก็ควรตอบให้ดีๆนะครับ

“เป็นคนที่บังเอิญไปเจอกันในผับน่ะ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากนะ เค้าก็เจ้าชู้ไปบ้าง แต่ถ้าที่รักไม่ชอบเค้าไม่ยุ่งแล้วก็ได้นะ” อะไรทำนองนี้นะครับ อาจฟังดูยังไม่ค่อยเข้าท่าแต่สำหรับบางคนก็ยังพอใช้ได้ครับ

ผมเองต้องขอยอมรับแบบจริงใจเลยครับว่า ผมไม่สามารถแนะนำคำพูดหรือข้อแก้ตัวที่สุดเจ๋งให้คุณเข้าใจได้หมดทุกกรณีจริงๆครับ เพราะมันมีเยอะมากและคำพูดที่ดีต้องออกมาจากใจในสถานการณ์แบบนั้นจริงๆ ดังนั้น สำหรับทฤษฎีนี้ผมขอแนะนำว่าให้คุณ “นิ่ง สงบ ใจเย็นและดูท่าที” ไว้ให้มากๆจะเป็นการดีที่สุดครับ จากนั้นหากมีข้อสงสัยที่มากกว่านี้ ผมแนะนำว่าทิ้งคำถามไว้ที่ www.facebook.com/mr.kittiphun จะดีกว่าครับ เพราะผมจะได้เข้าไปตอบคำถามให้แบบเป็นกรณีๆไป

สรุปง่ายๆ สำหรับข้อแรกก็คือ คุณต้องทำใจให้เย็นที่สุดครับ นิ่งให้ได้มากที่สุดและต้องรู้จักตั้งคำถามกลับไปครับเพื่อให้เราได้ข้อมูลในการโต้ตอบกลับได้อย่างถูกต้องมากที่สุด ห้ามเป็นคนใจร้อน ตีตนไปก่อนไข้เป็นเด็ดขาดครับ ไม่เช่นนั้นคุณจบเห่อย่างแน่นอน

2. การวางตัวให้เหมือนกับเป็นพระเอกละครอยู่ตลอดเวลา

อันนี้ฟังดูเหมือนไร้สาระนะครับแต่บางครั้งมันก็จำเป็นครับ ยกตัวอย่างนิสัยที่พระเอกในละครมักจะเป็นกัน เช่น เป็นคนจิตใจดี พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวล เป็นสุภาพบุรุษ กะล่อนน่ารัก ขี้อ้อน ช่างเอาอกเอาใจ อะไรประมาณนี้นะครับซึ่งนิสัยเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นนิสัยในอุดมคติที่สาวๆต้องการครับ และหากคุณสามารถทำได้แบบนี้คุณก็จะสามารถทำให้พวกเธอใจอ่อนกับคุณได้อย่างงายดายเช่นกันยังไงล่ะครับ เรียกว่า “ตีโดนจุดอ่อน” กันเลยทีเดียว

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ครับ ผมไม่ได้ต้องการให้คุณเปลี่ยนไปเป็นคนละคนนะครับ แค่อยากให้คุณลองปรับปรุงตัวเองไปทีละนิดๆ โดยให้แฟนของคุณค่อยๆสัมผัสได้ครับว่าคุณเปลี่ยนไปจริงๆ เช่น คุณทำตัวให้เป็นคนที่พูดตรงๆ พูดความจริงอยู่เสมอ แฟนของคุณก็จะเริ่มจดจำไว้แล้วครับว่า คำพูดของคุณนั้นน่าเชื่อถือและมีเหตุผลมากพอที่เธอจะเชื่อมั่นได้ว่าคุณพูดความจริงกับเธออย่างแน่นอนหรือหากคุณอยากเป็นผู้ชายที่ขี้อ้อน เอาใจเก่ง คุณก็ควรฝึกทำให้เคยชินจนเป็นนิสัยติดตัวคุณไปเลยครับและเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้ คุณก็สามารถทำได้แบบไม่ขัดเขินไงล่ะครับ

การเป็นผู้ชายที่ดูดีทั้งรูปลักษณ์ภายนอกภายใน รักษาความสะอาด แต่งตัวดูดีมีสไตล์ที่เป็นตัวเอง พูดจาอ่อนหวาน เอาใจเก่ง ช่างพูดช่างคุย มีเหตุผล มีความเป็นตัวเองสูง มีความเป็นผู้นำ ให้เกียรติสุภาพสตรี แสดงอารมณ์เก่ง เป็นห่วงเป็นใย ใส่ใจดูแล ทั้งหมดนี้คือนิสัยของพระเอกที่ตัวพ่ออย่างพวกเราควรมีครับ อาจจะไม่ต้องทั้งหมดก็ได้แต่ก็ควรมีติดตัวเอาไว้บ้าง เพราะมันคืออาวุธที่สำคัญสำหรับคุณหากคิดที่จะเป็นตัวพ่อของจริงครับ

3. การตีหน้าซื่อจนใครก็เดาใจคุณได้ยาก

สำหรับข้อนี้ดูจะไม่ค่อยแตกต่างจากการวางตัวนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์เท่าใดนัก แต่ก็มีความแตกต่างที่น่าสนใจอยู่ค่อนข้างพอสมควรครับ เพราะการตีหน้าซื่อนั้นคุณต้องทำให้แนบเนียนจริงๆและควรทำได้ตลอดเวลา ไม่เผลอหลุดกันง่ายๆ

ยกตัวอย่าง เวลาที่คุณเจอเป้าหมายใหม่ สวย ใส ตรงใจคุณโดยบังเอิญ (ทั้งๆที่คุณกำลังอยู่กับแฟน) คุณก็ต้องรู้จักใช้สายตาส่งสัญญาณให้เป้าหมายของคุณรู้ได้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ แต่ก็ต้องทำเนียนหน้าซื่อไม่ให้แฟนคุณรู้ตัวได้ด้วยเช่นกัน เพราะมีหลายครั้งที่แฟนคุณมักจะรู้ทันคุณและหันมาถามคุณก่อนด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “แหม...มองใหญ่เลยนะ รู้นะว่าคิดอะไรอยู่” นี่แหละครับ เธอกำลังพยายามจะจับผิดความคิดของคุณอยู่ สิ่งที่คุณควรทำน่ะเหรอครับ ก็ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปเลยครับ เพียงแต่คุณตีหน้านิ่งเฉย ทำท่าทางไม่ใส่ใจและพูดกลับไปว่า “คิดอะไรเหรอ? ไม่ได้คิดอะไรนี่ครับ น้องเค้าก็ดูน่ารักดีนะ แต่แล้วไงล่ะผมว่าแฟนผมน่ารักที่สุดแล้วล่ะสำหรับผม” นั่นไงครับ ไม่ใช่แค่ตีหน้าซื่อนะครับ แต่ต้องปากหวานหยอดกลับไปด้วยครับ ผมเชื่อว่าแฟนของคุณถึงจะไม่เชื่อคำพูดของคุณ 100% แต่ก็ต้องใจอ่อนลงบ้างเพราะคำหวานของคุณเนี่ยแหละครับ

การตีหน้าซื่อให้คนเดาใจคุณได้ยากนั้น มีประโยชน์อย่างมากในทุกๆเวลาและโอกาสครับ เพราะกฎทุกข้อที่ผมได้กล่าวมาแล้วและที่กำลังจะเล่าให้คุณฟังต่อไปนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องมีการควบคุมอารมณ์ การตีหน้าใสสื่อบริสุทธิ์และการแสดงบทบาทต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งสิ้นครับ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะไม่ให้ใครสามารถอ่านเกมของคุณออกได้ง่ายๆไงล่ะครับว่าจริงๆแล้วคุณกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่กันแน่ แม้ว่าจะมีคุณผู้หญิงบางท่านสนใจหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านจนจบก็อย่าเพิ่งได้ใจไปครับว่าคุณจะสามารถรู้ทันตัวพ่อของจริงอย่างพวกเราได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นคุณผู้ชายวางใจได้เลยครับว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กำลังเปิดโปงความลับของพวกเราอยู่ แต่ในทางกลับกันมันกำลังช่วยให้เราเริ่มกระจ่างชัดมากขึ้นในทางของเราเอง เริ่มเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น เข้าใจผู้หญิงมากขึ้นและยังทำให้เรากลายเป็นคนที่เดาใจได้ยากขึ้นไปอีกด้วย แม้จะมีใครพยายามมาจ้องจับผิดพวกเราผมก็รับรองครับว่า “จับได้ยากยิ่งกว่าปลาไหล” ซะอีกครับ ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่า “เจ้าชู้ตัวพ่อ” ได้ยังไงล่ะครับ เสียสถาบันแย่เลย...จริงมั้ยครับ

ดังนั้นในกฎข้อนี้ผมขอแนะนำให้คุณลองนำไปปฏิบัติตามดูนะครับ เพราะการเป็นคนที่รู้จักควบคุมอารมณ์ ใจเย็น มีสติ มีสไตล์เป็นของตัวเองที่ผู้หญิงส่วนใหญ่หลงใหล จะยิ่งทำให้คุณกลายเป็นคนที่มีมิติในตัวเอง มีความลึกลับ น่าค้นหาและน่าสนใจสำหรับสาวๆได้อย่างแน่นอนครับ

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

How to เจ้าชู้ตัวพ่อ "กฎข้อที่ 7"

กฎข้อ 7

ตัวพ่อ...ต้องมีกฎเหล็ก

ขึ้นชื่อว่าเป็น “กฎเหล็ก” ย่อมต้องเป็นเรื่องที่ตัวพ่อทุกคนถือว่าซีเรียสและควรยึดถือนำไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะหากกฎเหล็กของคุณไม่ถูกนำไปปฏิบัติหรือถูกคล้อยตามนั่นก็อาจหมายถึงความเป็นไปของชีวิตและความสุขของตัวคุณและคนรอบข้างอาจจะถูกสั่นคลอนได้ง่ายๆ

ผลของมันอาจจะเกิดเพียงเล็กน้อยหรืออาจรุนแรงไปจนถึงขั้นแตกหัก คุณอาจต้องเลิกลากับแฟนของคุณไปเพียงเพราะคุณและกิ๊กสาว สวย หมวย เอ็กซ์ เซ็กส์ บึ้ม ของคุณไม่ยอมปฏิบัติตามกฎที่ควรกระทำหรือคุณอาจจะถูกสาวๆรุมฉีกอกเอาได้ง่ายๆหากคุณลืมไปว่าคุณมีกิ๊กกี่คนและแต่ละคนชื่ออะไรกันบ้าง พอจะนึกภาพออกแล้วใช่มั้ยล่ะครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากว่าคุณเคยเอ่ยชื่อเรียกแฟนคุณผิดคนไปน่ะ (เหอๆๆ คิดแล้วสยองครับ)

กฎเหล็กคืออะไร? แล้วมีไว้ทำไม? คำตอบข้อนี้ง่ายมากครับ กฎเหล็กก็คือกฎที่คุณและคนที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวคุณต้องนำไปยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอย่างมากถึงมากที่สุดนั่นเอง โดยที่ไม่มีข้ออ้าง ข้อแม้ใดๆหรือคำแก้ตัวใดๆทั้งสิ้นอีกด้วย

ส่วนคำถามที่ว่า “มีไว้ทำไม?” ก็ตอบได้ไม่ยากอีกเช่นกันครับ เพราะเมื่อมีกฎก็ย่อมต้องมีผู้ปฏิบัติและผลของการกระทำที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างเด่นชัด กฎเหล็กนั้นมีไว้สำหรับควบคุม ปกป้อง ป้องกัน ระแวดระวังและสร้างความมั่นคงทางความรู้สึกให้กับตัวคุณเองและคนที่คุณเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยครับ

ยกตัวอย่างเช่น คุณมีกฎเหล็กว่า “กิ๊กห้ามโทรหรือส่งข้อความใดๆหาคุณทั้งสิ้น ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม” อืม...ฟังดูแล้วมันดูยากใช่มั้ยล่ะครับและคุณคิดว่าจะมีใครปฏิบัติตามได้หรือไม่? ผมมีคำตอบให้คุณอย่างแน่นอนครับ แต่ก่อนที่ผมจะไปพูดถึงรายละเอียดและข้อบังคับของกฎเหล็กสำหรับตัวพ่อนั้น ผมอยากให้คุณลองเปิดใจและเปิดเมมโมรี่พื้นที่ในหัวสมองของคุณก่อนนะครับเพื่อที่จะได้จดจำนำเอาไปทดลองใช้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องครับ

กฎเหล็กของตัวพ่อมี ดังนี้

1. ต้องบอกสาวๆทุกคนที่คุณกำลังจีบว่าคุณมีแฟนแล้ว

เป็นไงบ้างครับ? เจอกฎข้อแรกเข้าไปก็ถึงกับอึ้งกันไปเลยทีเดียว เหตุผลที่ผมต้องการให้คุณบอกกับเธอเหล่านั้นก็เป็นเพราะว่า “ตัวพ่ออย่างเราต้องไม่โกหกครับ” มันเป็นกฎขั้นพื้นฐานของการแสดงความจริงใจและความเป็นตัวตนของคุณเลยก็ว่าได้ ซึ่งจากการที่เราบอกพวกเธอไปตรงๆ จะทำให้เราสามารถวัดใจกับเธอได้เลยครับว่า “เธอจะรับคุณได้หรือไม่?” เพราะหากพวกเธอยอมรับได้เกมนี้ก็จะเริ่มสนุกมากขึ้นไปอีกครับ

2. ห้ามกิ๊กโทรหาหรือส่งข้อความใดๆมาให้คุณทั้งสิ้น ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชายหลายคนพลาดท่าได้อย่างง่ายดายเลยครับ เพราะส่วนใหญ่ผู้ชายเจ้าชู้มักถูกแฟนจับได้ว่ามีกิ๊กก็เพราะโทรศัพท์มือถือแสนรักของตัวเองแทบทั้งสิ้น เนื่องจากบังเอิญมีข้อความอันตรายหรือสายด่วนมรณะโทรเข้ามาหาคุณตอนที่โทรศัพท์มือถือสุดเลิฟของคุณดันไปตกอยู่ในมือของแฟน ภรรยาหรือกิ๊กอีกคนของคุณนั่นเอง ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากๆครับและผมก็เชื่อว่าหลายๆคนก็ไม่เคยได้มีโอกาสเตรียมใจรับกับชะตากรรมแบบนี้ไว้เสียด้วย ดังนั้นหนทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้บรรดากิ๊กของคุณไม่มีตัวตนไปซะเลยครับ อ๊ะๆ...อาจฟังดูรุนแรงเหมือนจะฆ่าจะแกงกันแต่ไม่ใช่หรอกนะครับ เพียงแต่คุณต้องสั่งห้ามไม่ให้พวกเธอติดต่อกับคุณผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเด็ดขาด และต้องเป็นคุณคนเดียวเท่านั้นที่สามารถโทรกลับไปหาพวกเธอได้ เมื่อทำได้เช่นนี้ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือของคุณจะไปตกอยู่ในมือน้อยๆของใคร คุณก็หมดห่วงเรื่องข้อความอันตรายและสายด่วนมรณะได้เลยครับ

3. ระวังการเรียกชื่อผิด

หากคุณคิดว่าคุณเป็นคนที่ความจดความจำไม่ดีพอ สมองน้อย หอยขม กลมกลวงแล้วล่ะก็คุณก็ควรมีชื่อเรียกแฟนๆของคุณให้เหมือนกันหรือจดจำได้ง่ายที่สุดครับ เช่น “ที่รัก” คำๆนี้ดูเรียบง่ายแต่ได้ใจความและสื่อความหมายได้อย่างน่ารักมากมายครับ เวลาจะเรียกใครก็ให้เรียกเธอว่าที่รักให้หมดไปเลยครับ เมื่อถึงเวลาที่คุณไม่ทันได้ตั้งตัวหรือเผลอลืมตัวที่ต้องเรียกชื่อใครออกไปก็ตาม สมองของคุณก็จะถูกสั่งการจากจิตใต้สำนึกที่คุณได้ฝังคำว่า “ที่รัก” ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วและเสียงของคุณที่จะถูกเปล่งออกไปดังๆ ก็จะเป็นคำว่า “ที่รักจ๋า....” ในทุกๆกรณีไป ผมรับรองครับว่าปลอดภัยหายห่วงรับประกันตลอดอายุการใช้งานได้เลยครับพี่น้อง

4. เป็นกิ๊กห้ามงอน ห้ามหึง ห้ามหวง

กฎข้อนี้ไม่ได้มีไว้ห้ามเฉพาะบรรดาสาวๆของคุณหรอกนะครับ แต่ผมขอสั่งห้ามตัวของคุณเองด้วย เพราะบางครั้งกิ๊กของคุณก็มีแฟนเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปคิดหึงหวงหรือเรียกร้องใดๆทั้งสิ้น เพราะต่างฝ่ายต่างต้องให้เกียรติและความเป็นส่วนตัวซึ่งกันและกัน โดยที่ไม่ไปทำลายความสุขของอีกฝ่ายหนึ่งโดยเด็ดขาด ฉะนั้นกฎข้อนี้จึงต้องไปเกี่ยวโยงถึงเรื่องการใช้โทรศัพท์และข้อความด่วนต่างๆอีกด้วย เพราะหากต่างฝ่ายต่างก็มีแฟนเป็นของตัวเองอยู่แล้ว คุณทั้งคู่ก็ควรจะตกลงกันให้ได้ครับว่าจะใช้เครื่องมืออะไรเป็นตัวสื่อสารกันได้และเวลาไหนที่สะดวกที่สุดในการโทรหากันครับ กรณีนี้ผมขอแนะนำการใช้อีเมลล์ต่างๆครับ ง่ายที่สุดและประหยัดที่สุดแล้วล่ะครับ

5. คุณต้องเสมอต้นเสมอปลายในทุกๆเรื่อง

การเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายไม่แสดงอาการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเด่นชัดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนกันอย่างมากครับ เพราะคุณต้องทำตัวเองให้เหมือนกับกำลังถูกจับเข้าเครื่องจับเท็จอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของฝ่ายหญิงจริงๆนะครับที่พวกเธอสามารถจับสัญญาณอันตรายของตัวคุณได้ผ่านกิริยาอาการของตัวคุณเอง ฉะนั้นคุณต้องเป็นคนที่แสดงออกหน้าเดียว ไม่แสดงความรู้สึกหรือออกอาการใดๆเวลาทำความผิดหรือทำสิ่งที่ถูกต้องก็ตาม พยายามเป็นตัวคุณเองให้มากที่สุด เพื่อให้แฟนของคุณจดจำได้ว่าอาการแบบไหนที่เป็นตัวคุณ จงอย่าทำอะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และต้องรู้จักวางแผนให้รอบคอบและรัดกุมอยู่เสมอครับ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีสายด่วนมรณะเข้ามาหาคุณจริงๆ (แบบไม่ทันได้ตั้งตัว) คุณจะแก้ปัญหายังไงน่ะเหรอครับ? ก็ง่ายมากครับคุณก็แค่กดรับทันทีและพูดคุยไปตามปกติให้เหมือนกับพูดคุยกับเพื่อนสนิท พี่ น้องหรือเพื่อนร่วมงานของคุณก็เท่านั้นเองครับ จากนั้นเมื่อแฟนคุณถามว่าใครโทรมาหาคุณ คุณก็ต้องตอบคำถามได้อย่างฉะฉานชัดเจนไม่มีอาการวอกแวกใดๆทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น

“เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่คุณกับแฟนนั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนตัวของคุณเอง”

คุณ : ฮัลโหล...หวัดดีครับผมเชื่อครับว่าแฟนคุณต้องหันมาให้ความสนใจกับบทสนทนาของคุณอย่างแน่นอน

คุณ : อ้าว...ว่าไงครับคุณพิม เมื่อวานผมโทรไปหามาครั้งนึงแล้วนะครับ แต่คุณไม่รับสาย (ทำเนียนต่อไปครับพี่น้อง)

คุณ : อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมส่งไฟล์งานไปให้คุณละกันนะครับ แต่ขอเป็นคืนนี้ละกันนะครับ เพราะตอนนี้อยู่ข้างนอกกับแฟนครับ พอดีจะไปทานข้าวกัน

แฟนคุณอาจจะเริ่มวางใจเล็กน้อยแล้วล่ะครับ เพราะคุณกล้าพูดว่าคุณอยู่กับแฟน

คุณ : ครับ ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมส่งไฟล์ให้คุณแล้ว ผมจะโทรไปบอกคุณอีกทีนะครับ.....ครับ หวัดดีครับ

ผมเชื่อมั่นครับว่าเมื่อคุณวางสายเรียบร้อยแล้ว ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยจะต้องมีคำถามโดนๆกลับมาหาคุณอย่างแน่นอน

แฟนคุณ : ใครโทรมาเหรอคะที่รัก? (นั่นไง คำถามซ้ำซากมาแล้ว)

คุณ : อ๋อ คุณพิมน่ะ เป็นลูกค้าที่ผมเพิ่งไปติดต่องานมา พอดีผมนัดกับเธอว่าจะส่งไฟล์งานไปให้ดูก่อนตัดสินใจ เมื่อวานผมโทรไปหาเธอครั้งนึงแล้วแต่ไม่มีใครรับสาย เธอเลยโทรกลับมาน่ะจ่ะ

แบบนี้เขาเรียกว่าเสมอต้นเสมอปลายในด้านการแสดงอารมณ์ครับ นิ่งเฉยไว้ ไม่แสดงออกและตีหน้าซื่อให้เธอจับไม่ได้ไล่ไม่ทันครับ

แฟนคุณจะเริ่มเข้าใจอะไรได้มากขึ้น จากนั้นคุณก็ทำเฉยๆซะ อย่าได้มีอาการรนหรือวอกแวกใดๆทั้งสิ้นเลยนะครับ เพราะคุณต้องท่องเอาไว้เสมอว่า “คุณไม่ได้โกหกอะไรเลย” แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นเอง (ฮ่าๆๆๆ) แล้วก็ทำเนียนคุยเรื่องอื่นกันต่อไปครับ

6. เลือกคนที่ใช่ที่สุด

ผู้ชายหลายคนเวลาเจอสาวๆที่สวยถูกใจแล้วมักจะปล่อยไปตามอารมณ์และด้วยความอยากได้เธอมาครอบครองจนตัวสั่น จึงทำให้ตกเป็นเบี้ยล่างยอมให้เธอไปเสียทุกอย่างรวมไปถึงยอมละทิ้งกฎเหล็กของตัวเองไปเสียด้วย ผมจึงอยากแนะนำให้คุณพยายามเลือกเฟ้นเน้นหาเฉพาะสาวๆที่ใจถึงและใช่ที่สุดจริงๆเท่านั้น ขอเป็นแบบที่น่ารัก สวย ใสถูกใจคุณและยอมรับได้ในเงื่อนไขทุกๆประการของคุณ หากคุณเจอคนที่ยังไม่ใช่ทั้ง 100% แบบนี้จงถอยห่างออกไปในทันทีเลยครับ อย่ามัวเสียดายหรือโลภมากเป็นอันขาด ผมอยากให้คุณนึกถึงความสัมพันธ์และความสุขในระยะยาวมากกว่ามองเพียงแค่ระยะสั้นๆเท่านั้นครับ จงจำไว้เสมอครับว่า “แม้ว่าเธอจะสวยราวกับนางฟ้าเพียงใด แต่ความงามนั้นก็ย่อมแฝงไว้ด้วยใบมีดที่แหลมคมเสมอ” หากเธอยอมรับกับกฎเหล็กของคุณไม่ได้ คุณก็เตรียมใจไว้เถอะครับว่าตัวพ่ออย่างคุณอาจต้องสิ้นลายเพราะนางฟ้านางนี้อย่างแน่นอน ซึ่งตรงกับวลีที่ว่า “หมองู มักตายเพราะงู” ยังไงล่ะครับ

7. ป้องกันเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์

การป้องกันนั้นไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันตัวคุณจากโรคร้ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันสาวๆของคุณไม่ให้ตั้งครรภ์หากคุณเกิดผิดพลาดขึ้นมาอีกด้วย และการป้องกันแบบนี้ยังสื่อความหมายไปถึงการให้เกียรติ ใส่ใจและดูแลซึ่งกันและกันอีกด้วย ดังนั้น หากคุณคิดจะรักสนุกทั้งที่อยากผูกพันหรือไม่ผูกพันก็ตาม คุณก็ควร “ยืดอกพกถุง” ไว้ตลอดเวลาด้วยนะครับ

8. อย่าให้คำสัญญาอย่างเด็ดขาด

คำสัญญาสำหรับผู้ชายนั้นอาจหมายถึงเพียงลมปากหวานหูที่ถูกปล่อยออกไปโดยไม่ทันได้คิดอะไร แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว “คำสัญญา” กลับเปรียบเสมือนสิ่งสำคัญล้ำค่าที่พวกเธอคาดหวังจากผู้ชายคนที่เธอรัก ดังนั้นการพูดคำสัญญาลมๆแร้งๆออกไปแล้วทำไม่ได้นั้น จึงไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้คุณดูเป็นคนไม่ดีไม่จริงใจไปเลยในสายของเธอ แต่หากคุณหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆกับการต้องให้คำสัญญาอะไรออกไปก็ให้เลี่ยงไปใช้คำพูดในลักษณะอื่นๆ เช่น

แฟนคุณ : คุณสัญญากับฉันได้มั้ยว่าจะไม่ไปยุ่งกับใครอีก

คุณ : ผมเป็นผู้ชายนะที่รักและผมก็รักคุณมากด้วย ผมไม่ขอสัญญานะว่าผมจะทำได้ แต่ผมจะพยายามทำเพื่อคุณนะครับ แม้ว่าผมเกิดต้องไปยุ่งกับใครขึ้นมาจริงๆล่ะก็ ขอให้จำไว้เสมอนะว่า ผมจะไม่เอาปัญหามาให้คุณอย่างเด็ดขาด...บรา บรา บรา

คุณต้องลองฝึกพูดในลักษณะแบบนี้ให้เยอะๆและบ่อยๆเข้าไว้ครับ แล้วลองฝึกสังเกตปฏิกิริยาของแฟนคุณดูครับว่าเขาแสดงอาการอย่างไร เพราะการตอบแบบนี้จะทำให้เธอพยายามที่จะยอมรับความเป็นจริงของตัวคุณเองว่าคุณเป็นคนเช่นไร แม้จะให้สัญญาไม่ได้แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมั่นใจได้ว่า คุณยังรักเธอจริงและยังใส่ใจกับการกระทำที่จะมีผลต่อตัวเธอในทุกๆด้าน เพียงเท่านี้ก็อาจจะช่วยผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาได้แล้วล่ะครับ

แต่สำหรับคนที่ชอบให้คำสัญญาแล้วเผลอลืม ทำลืม แกล้งลืมแล้วก็ทำไม่ได้ซะอีกด้วย ผมขอเตือนไว้เลยครับว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้นจะค่อยๆบั่นทอนความรักความสัมพันธ์ของคุณและคู่รักไปเรื่อยๆ นานวันเข้าก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นจนถึงขั้นที่ยากเกินกว่าจะแก้ปัญหาใดๆได้ทั้งสิ้น นั่นเพราะคุณเป็นคนพูดจากลับกลอก ไม่มีสัจจะ และไม่ซื่อตรงกับคำพูดของตัวเองไงล่ะครับ

9. ทำหน้าที่นักรักให้ดีที่สุด

กฎข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับสำหรับนักรักตัวพ่ออย่างพวกเรา เพราะหากว่าคุณคิดที่จะเป็นนักรักตัวยงแต่ความสามารถในการให้ความรักทั้งบนเตียงและนอกเตียงกลับไม่ได้เรื่องได้ราว ผมก็ขอบอกไว้เลยครับว่าสาวๆของคุณเป็นต้องหนีหายไปหมดอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณควรใส่ใจกับเรื่องราวเหล่านี้ให้มากๆด้วย ทั้งการดูแลเอาใจใส่ในด้านจิตใจก็ต้องหมั่นทำอย่างสม่ำเสมอและลีลารักบนเตียงของคุณก็ควรที่จะยอดเยี่ยมดั่งพาเธอไปทัวร์สวรรค์หรืออย่างน้อยก็ต้องทำให้ถูกใจพวกเธอได้ด้วยเช่นกัน พวกที่ชอบล่มปากอ่าว เสร็จเร็วเป็นจรวดนั้นคงต้องรีบกลับบ้านไปปรับปรุงช่วงล่างกันอย่างแรงเลยล่ะครับ คิดจะเป็นตัวพ่อทั้งทีก็อย่าให้ขายหน้าพวกสาวๆเลยนะครับ ผมขอร้อง

10. ห้ามทิ้งหลักฐาน

หลังจากข้อที่ 9 ที่เราต้องเป็นนักรักที่ดีแล้ว เราต้องไม่ทิ้งร่องรอยและหลักฐานอะไรไว้ให้แฟนของเราหรือคนอื่นๆสามารถสืบหาหลักฐานและพยานแวดล้อมใดๆได้ด้วยนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญถึงชีวิตกันเลยทีเดียว ดังนั้น เวลาที่คุณแอบพาสาวๆของคุณไปขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดด้วยกันก็อย่าปล่อยให้อะไรๆมันเลยเถิดเกินไปจนเกิดร่องรอยบนร่างกายและเสื้อผ้าของคุณได้ เช่น รอยกัด รอยดูด รอยลิปสติกหรือรอยเล็บ เป็นต้น ซึ่งร่องรอยเหล่านี้นี่แหละครับที่จะเป็นเหมือนหลักฐานมาผูกมัดตัวคุณเองทำให้คุณดิ้นไม่หลุด แถยังไงก็ไม่มีทางรอดอีกด้วยครับ ถึงคราวเข้าตาจนแบบนี้ต่อให้เป็นพ่อปลาไหลตัวพ่อก็สามารถโดนจับปาดคอเอาไปแช่เกลือได้ง่ายๆเลยล่ะครับ

กฎทั้ง 10 ข้อนี้อาจไม่ใช่กฎเหล็กที่ครอบคลุมได้หมดทุกเรื่องหรอกนะครับ แต่มันเป็นกฎเหล็กขั้นพื้นฐานที่พวกคุณควรจะรู้เอาไว้และนำเอาไปใช้ได้จริง ซึ่งผมก็คิดว่าหลายๆคนคงสามารถที่จะเพิ่มกฎเหล็กที่เป็นของตัวคุณเองได้อย่างแน่นอน กฎ 10 ข้อนี้เลขกำลังสวยเลยนะครับ จำไว้ให้ดีจำไว้ให้มั่นแล้วมันจะทำให้คุณกลายเป็นตัวพ่อที่แสนสุขใจได้อย่างแน่นอน ส่วนที่เหลือนอกจากนี้คุณต้องเป็นผู้คิดค้นกฎกันเอาเองและเป็นผู้นำมาแบ่งปันให้กันและกันบ้างแล้วล่ะครับ

ผมเชื่อครับว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” และผมเองก็พร้อมที่จะเรียนรู้จากพวกคุณด้วยเช่นกันนะครับ

แต่...อ๊ะๆๆ จะยอมให้บทนี้จบไปง่ายๆ มันก็กระไรอยู่ใช่มั้ยล่ะครับ เพราะเมื่อพูดถึงกฎเหล็กกันแล้ว ผมก็ต้องขอยกตัวอย่างให้มันสะใจกันสักนิดจะดีกว่า ผมหวังว่าคุณคงยังไม่ลืมเรื่องของไอ้ C กับน้องหวานกิ๊กสาวแสนสวยของมันใช่มั้ยล่ะครับหรือหากใครลืมไปแล้วก็ลองกลับไปย้อนอ่านดูที่กฎข้อ 3 ตัวพ่อ...ต้องรุกและรับก่อนเลยนะครับ

คราวนี้ผมก็ขอพูดถึงเรื่องราวหลังจากนั้นเลยนะครับว่าหลังจากที่ไอ้ C เพื่อนของผมได้เบอร์โทรของน้องหวานมาแล้วเนี่ย มันจะเริ่มปฏิบัติการณ์ขั้นต่อไปอย่างไร

ก่อนอื่นผมขอพูดเรื่องกฎเหล็กส่วนตัวของมันก่อนแล้วกันนะครับ เพราะไอ้ C เพื่อนผมคนนี้มันมีกฎเหล็กอยู่ว่า “ถ้ามีโอกาสต้องรีบเผด็จศึก” โอ้ว...ว้าว ร้ายกาจใช่มั้ยล่ะครับ ไอ้นี่มันไม่มีคำว่าเสียเวลาอยู่แล้วครับ เผด็จศึกได้เป็นต้องรีบทำทันที เรื่องใจร้อนนี่ต้องยกให้มันเลยจริงๆ

เรื่องราวหลังจากนั้น ไอ้ C มันก็แอบโทรไปนัดกับน้องหวานว่าจะออกไปหาร้านบรรยากาศดีๆเพื่อนั่งดื่มด้วยกันและทำความรู้จักกันให้มากขึ้นอีกสักหน่อย มันเลยเลือกบรรยากาศร้านอาหารชื่อดังย่านพระราม9 เป็นที่นัดหมายของมันครับ

วันนั้นพอมันไปถึงมันก็นั่งรอน้องหวานอย่างใจจดใจจ่อ จนเมื่อถึงเวลานัดหมายน้องหวานก็เดินเข้ามาหามันในชุดเดรสกระโปรงสั้นสีขาวน่ารักสุดๆ (แค่เห็นมันก็บอกผมว่ามันแทบอดใจไม่ไหวแล้วล่ะครับ เหอๆ)

ไอ้ C : วันนี้หวานน่ารักเป็นพิเศษเลยนะครับ (เดินไปรับน้องหวานมานั่งที่โต๊ะ แต่มือของมันก็โอบอยู่ที่เอวในทันทีด้วยเช่นกัน เร็วไม่ใช่เล่นนะไอ้นี่)

น้องหวาน : แหม...ปากหวานจังนะคะ

ไอ้ C : งั้นเราสั่งเครื่องดื่มกันเลยดีมั้ยครับ น้องหวานสั่งได้เลยนะจ๊ะ

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งพูดคุยทำความรู้จักกันไปอย่างหวานนนน....เยิ้มหยดย้อยมดตายไปหลายสิบตัว จนเมื่อถึงเวลาดึกร้านใกล้จะปิด ไอ้ C ก็เริ่มจะชวนน้องหวานกลับบ้านและอาสาพาเธอไปส่งให้ถึงสวรรค์ เอ๊ย...บ้านน้องเค้า (อิๆ)

ไอ้ C : พี่ว่าเรากลับกันดีกว่ามั้ยครับ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้านเองเพราะดึกมากแล้ว

น้องหวาน : ก็ดีค่ะ

ไอ้ C พาน้องหวานเดินไปที่รถของมัน ซึ่งในขณะที่เดินไปนั้นจากที่ตอนแรกแค่โอบเอวเล็กน้อยก็กลายเป็นเดินโอบไหล่คลอเคลียกันไปตลอดทางแบบแทบจะกลืนกินกันเลยทีเดียว (อิจฉาเว้ย) จนเมื่อถึงที่รถของมัน ทั้งคู่ก็ขึ้นไปนั่งอยู่ในรถแต่ไอ้เพื่อนตัวดีของผมมันก็ยังไม่ยอมสตาร์ทรถออกไปไหนสักที ได้แต่นั่งจับมือน้องหวานแล้วก็มองตากันไปมาอยู่อย่างนั้น

น้องหวาน : พี่ C มองหวานจนหวานแทบจะละลายอยู่แล้วนะคะ (น้องหวานไม่กล้าสบตา ทำท่าทางเขินอายอย่างเห็นได้ชัด)

ไอ้ C : ก็แหม...นานๆทีเราจะได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันแบบนี้นี่ครับ หวานจะใจร้ายไม่ให้พี่มองหน้าหวานได้ยังไง คนอะไรน่ารักโดนใจที่สุด

มันไม่ได้พูดเพียงอย่างเดียวหรอกนะครับ ไม่ทันไรไอ้ C ก็โน้มตัวเข้าไปหาน้องหวานแล้วหอมเธอเข้าที่แก้มขวาอย่างนุ่มนวล น้องหวานก็แสดงอาการขวยเขินเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด (ว้าวๆๆ ชักเข้าได้เข้าเข็มแล้วสิ)

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไอ้ C มันก็รู้แล้วล่ะครับว่าโอกาสที่มันรอคอยมาถึงมือมันแล้ว มันจึงไม่ยอมหยุดและเริ่มรุกน้องหวานต่อไปด้วยการเริ่มหอมแก้มเธอมากขึ้นและซุกไซร้ไปตามซอกคอ หัวไหล่ และเรือนผมของเธอ ในตอนนี้เองน้องหวานเริ่มอ่อนระทวยและมือของเธอก็จับมือของเพื่อนผมเอาไว้แน่นเลยล่ะครับ

ไอ้ C : หวานครับพี่ว่าพี่รู้แล้วว่าเราจะไปไหนกันก่อนดี

น้องหวาน : (มองหน้าเพื่อนผมและยิ้มอย่างเขินๆ ตอนนี้แก้มของน้องหวานแดงระเรื่อด้วยความเขินอายแล้วล่ะครับ) ไปไหนเหรอคะ? (แน่ะ ทำแบ๊วซะงั้นอ่ะเธอ)

ไอ้ C : ก็ไปที่ที่เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันไงล่ะครับ (มุกเดิมเลยนะมึง)

พูดมันเสร็จปุ๊บมันก็สตาร์ทรถขับออกไปปั๊บเลยล่ะครับ รายชื่อโรงแรมที่มันรู้จักก็วิ่งเข้ามาในหัวของมันทันทีเต็มไปหมด ใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ กลัวว่าน้องหวานจะโวยวายขึ้นมา แต่โอกาสวิ่งมาหาแล้วนี่ครับยังไงมันก็ไม่ทิ้งโอกาสนี้ไปอย่างแน่นอนครับพี่น้อง

เมื่อถึงที่หมายไอ้ C ก็พาน้องหวานไปขึ้นสวรรค์อย่างที่มันตั้งใจเอาไว้ คืนนั้นทั้งคู่ต่างก็เสร็จสมอารมณ์หมายก่อนจะตัวเบาหวิวพากันไปส่งถึงที่บ้านและแยกย้ายกันกลับไปนอนหลับฝันหวาน (อันนี้ขอไม่เล่ารายละเอียดนะครับ เพราะมันเริ่มจะกลายเป็นหนังสือโป๊ไปซะก่อน ฮ่าๆๆ)

สรุปว่าท้ายที่สุดเพื่อนผมก็สามารถพิชิตใจและกายของน้องหวานได้ในเวลาอันรวดเร็วและนั่นก็เป็นเดทแรกของมันซะด้วยซ้ำไปครับ สุดยอดมั้ยล่ะครับเพื่อนตัวพ่อของผมคนนี้ หลังจากคืนนั้นมาผมก็ได้ยินข่าวคราวของมันกับน้องหวานมาบ้างว่ายังคงแอบมีไปสวีทหวานแหววด้วยกันอยู่สักระยะหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจแยกย้ายกันไป เพราะว่าน้องหวานเกิดอยากจะมีแฟนที่คิดจะจริงจังขึ้นมาจริงๆสักที เพื่อนผมคนนี้มันก็เลยหลีกทางให้ตามนิสัยคนจรรยาบรรณดีน่ะครับ

แล้วกฎเหล็กของเพื่อนผมก็สามารถเผด็จศึกน้องหวานได้ด้วยประการฉะนี้ล่ะครับ...พี่น้อง