กฎข้อ 6
ตัวพ่อ...ก็(ต้อง)มีหัวใจ
หากพูดถึงเรื่องของหัวจิตหัวใจกับ(ตัวพ่อ)หนุ่มนักรักหลายๆคนก็คงจะได้รับคำตอบในแบบเดียวกันที่ว่า “เป็นคนเจ้าชู้ก็ต้องไร้หัวใจ” หากคิดจะเป็นคนเจ้าชู้แล้วก็ต้องไม่รู้จักรักใครจริง รักหลอกๆ จีบแล้วชิ่ง ฟันแล้วทิ้งอะไรทำนองนั้น แต่สำหรับผมแล้วผมกลับไม่ได้มีแนวคิดและเห็นพ้องไปด้วยกับทฤษฎีแบบนั้น
ผมเชื่อครับว่าคุณผู้อ่านหลายคนก็อาจจะเป็นเช่นนั้นมาก่อนหรือกำลังมีความคิดแบบนั้นอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะหากผู้ชายอย่างเราอยากจะมีสาวๆเก็บไว้ในสต็อกเยอะๆโดยที่ไม่มีปัญหาในเรื่องที่ต้องมาคอยเลี้ยงดูปูเสื่อกันแล้วล่ะก็ คงไม่พ้นต้องทำตัวให้เป็นคนใจแข็ง หน้าเนื้อใจเสือ ไร้หัวจิตหัวใจ ไร้ความปรานี ต้องหลอกฟันซะให้สะใจแล้วก็เปลี่ยนคนใหม่ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันจบสิ้น
สิ่งหนึ่งที่คุณกำลังเสี่ยง(มาก)อยู่ก็คือ หากคุณเปลี่ยนสาวๆในสต็อกของคุณอยู่เรื่อยๆ ผมมีคำถามครับว่า จะมีสาวๆสักกี่คนที่รักคุณจริงบ้าง? คุณจะเสี่ยงต่อการติดโรคหรือไม่? คุณจะถูกด่าแบบสาดเสียเทเสียหรือไม่? คุณจะต้องสูญเสียเงินไปอีกเท่าไร? หรือคุณจะรู้ได้ยังไงว่าจะไม่ถูกสาวๆเหล่านั้นกลับมาแก้แค้นเอาคืนจากคุณ?
กฎแห่งกรรมย่อมมีอยู่จริงเสมอไม่ว่าฉันใดก็ฉันนั้นครับพี่น้อง หากคุณทำกับพวกเธอไว้เยอะวันนึงคุณก็ต้องโดนพวกเธอเอาคืนกลับบ้างเช่นกัน หากคุณไม่เคยให้หัวใจกับใครคุณก็จะไม่เคยได้รับหัวใจกลับมาด้วยเช่นกัน แล้วเมื่อถึงเวลาที่ตัวคุณเกิดมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ คราวนี้แหละครับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายก็จะรีบกลับมารุมทึ้งคุณในทันที เรียกได้ว่า “อ่วมตีน” กันไปเลยทีเดียว
ดังนั้นในกฎข้อนี้ ผมจึงขอเน้นย้ำในเรื่อง “ตัวพ่อ...ก็(ต้อง)มีหัวใจ” ด้วยครับ ไม่ใช่คิดแต่จะเจ้าชู้ประตูดินเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว ตัวเราเองก็ต้องรู้จักการให้กับผู้อื่นก่อนบ้างจะได้เกิดความสมดุลต่อกันยังไงล่ะครับ
การมีหัวใจนั้นควรจะเป็นเช่นไร ก็อย่างที่ผมเกริ่นนำไปแล้วนั่นแหละครับว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการเป็นคนเจ้าชู้ที่ไร้หัวจิตหัวใจ ดังนั้นการมีหัวใจที่รักคนอื่นเป็นจึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงนั่นเอง ผมอยากให้คุณมองให้ไกลออกไปอีกนิดครับ เวลาที่คุณคิดจะจีบใครสักคนผมอยากให้คุณมองถึงโอกาสในวันข้างหน้าด้วยครับว่ามันจะเป็นเช่นไรต่อไป คุณจะคบกันไปอีกนานแค่ไหน? เธอคนนั้นจะสามารถช่วยเหลือ เกื้อกูลตัวคุณเองได้มากน้อยเพียงใด? เธอเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมแล้วหรือไม่? ไม่ใช่มองแต่เพียงว่าเธอสวยเท่านั้น แต่ไร้สมองก็คงจะไม่ใช่แล้วล่ะครับ
เมื่อคุณเริ่มที่จะจีบใครสักคนแล้ว ผมเคยเน้นย้ำไปแล้วครับว่าเราต้องมีความจริงใจให้กับเธอคนนั้นเสียก่อน และเมื่อคุณมีความจริงใจที่มากพอ ความรู้สึกดีๆเหล่านั้นก็จะสามารถสื่อสารออกไปถึงหัวใจของเธอได้เพียงผ่านสายตา ท่าทางและการกระทำของตัวคุณเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เธอรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความรักและความจริงใจที่คุณมีให้กับเธอจริงๆ และหากคุณทำให้เธอเชื่อได้จริงๆว่าคุณรักและจริงใจกับเธอมากเพียงใด เธอก็จะมอบความรักและความจริงใจให้คุณคืนกลับมามากเท่านั้นหรืออาจจะมากกว่าที่คุณมีให้กับเธอเลยก็เป็นได้
การมีหัวใจนั้นทำได้ไม่ยากหรอกครับ เพียงแต่คุณลองมองย้อนกลับไปดูตัวเองครับว่า เวลาที่คุณรู้สึกรักแฟนของคุณเอง คุณทำอะไรให้กับเธอบ้าง? คุณรู้สึกยังไงกับเธอบ้าง? คุณก็เอาความรู้สึกแบบนั้นแหละครับมาทำให้กับสาวๆคนอื่นๆ เพียงแต่ต้องทำให้ได้ไม่เท่ากันนะครับ คุณต้องไม่ลืมครับว่าพวกเราต้องมีจรรยาบรรณเสมอครับ เจ้าชู้ก็ต้องรู้หน้าที่เราจะรักหรือให้อะไรกับใครมากกว่าที่เราทำให้กับแฟนเรานั้นไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งครับ อย่างมากก็ขอให้เกือบจะเท่ากันก็ยังดี เพราะว่าเราควรจะรักแฟนของเราให้มากที่สุดไว้เสมอครับจึงจะถูกต้อง (แต่หากเป็นกรณีที่คุณมีปัญหากับแฟนจนต้องเลิกลากันไปแล้วไปพบรักกับสาวสวยอีกคนหนึ่ง อันนั้นก็ต้องแล้วแต่กรณีไปครับ)
คุณควรรู้จักการให้เกียรติ การเทคแคร์ดูแลสาวๆของคุณเอง คุณต้องเป็นคนที่แสดงความรู้สึกให้เก่งเข้าไว้ครับ รักก็ควรบอกว่ารัก คิดถึงก็ควรบอกว่าคิดถึง รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกไปอย่างอ่อนโยน ทำให้สาวๆของคุณประทับใจในตัวตนและเสน่ห์ของคุณเอง เพียงเท่านี้พวกเธอก็จะไม่ไปไหนแล้วล่ะครับ
เอาจริงๆ เมื่อผมเขียนมาจนถึงกฎข้อนี้ ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจหรอกครับว่าผมจะต้องยกตัวอย่างเรื่องใดมาให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจและเห็นภาพได้ชัดเจนดี เพราะในบางครั้งกฎหรือทฤษฎีมันเป็นเหมือนความรู้สึกที่ตัวเราเท่านั้นที่จะรู้ดีว่าควรนำไปปฏิบัติเช่นไร มันไม่ใช่เรื่องที่จะมีใครมาคอยแนะนำกันได้ตลอดเวลา แต่ยังไงก็ตาม ผมก็คงต้องขอยกตัวอย่างให้คุณพอเข้าใจกันได้ง่ายๆอยู่ดีแหละครับ
มีอยู่ตัวอย่างหนึ่งครับที่ผมอยากยกมาให้คุณผู้อ่านได้นึกภาพตามกันไป ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ตรงใจกับใครหลายๆคนก็ได้ครับ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่มาจากตัวผมเองก็ได้ แต่ในกรณีนี้ผมจะขอยกเอา ไอ้ A มาเป็นบุคคลตัวอย่างละกันนะครับ (โยนขี้ให้มัน...ซะงั้น ฮ่าๆๆ)
ไอ้ A เพื่อนผมมันเป็นคนที่รักแฟนมากๆครับ แม้ว่ามันจะเจ้าชู้ตัวพ่อก็ตามแต่มันก็ยังมีจรรยาบรรณของมันที่จะต้องให้แฟนมาเป็นที่หนึ่งเสมอไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เมื่ออยู่กับแฟนมันจะคอยดูแลเอาใจใส่เธอ เดินจูงมือกัน พาไปดูหนัง ทานข้าวก็ยังต้องมีป้อนกันบ้าง เรียกได้ว่ามันรักและทะนุถนอมเธอทุกอย่าง รักกันจนผมก็ยังอิจฉาเลยครับ แม้แฟนมันจะรู้ดีว่ามันเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้แค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังรักกันดีไม่มีทะเลาะเบาะแว้งใดๆ และนี่ก็อาจเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับของการที่คนสองคนมีความเข้าใจและรู้จักปรับตัวเข้าหากัน ยอมรับในความเป็นตัวตนของกันและกัน
แฟนของไอ้ A รู้ดีครับว่ามันแอบไปมีสาวๆกิ๊กๆอยู่เต็มไปหมด แต่เธอก็ไม่เคยต่อว่าอะไรมัน เพราะเธอชอบที่เพื่อนของผมมันมีความรับผิดชอบ ไม่เสียงาน รู้หน้าที่ กลับบ้านถูกเสมอ ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย เธอก็เลยปล่อยให้เพื่อนผมใช้ชีวิตได้เต็มที่และอยู่กันอย่างเข้าอกเข้าใจกัน (อ่ะ...อิจฉาล่ะสิครับ)
เพื่อนผมมันก็เลยเอานิสัยที่มันมีอยู่นี้ไปปฏิบัติกับสาวๆคนอื่นๆด้วย (แต่ย้ำว่าไม่เท่ากันนะครับ) นั่นก็คือ ก่อนที่มันจะคบกับใครมันก็บอกเสมอครับว่ามันมีแฟนอยู่แล้ว มันรักแฟนมันยังไงมากแค่ไหน แล้วก็เคลียร์กับสาวๆให้เข้าใจตรงกันเลยครับว่า ต่างฝ่ายต่างจะไม่ไปก้าวก่ายซึ่งกันและกันอย่างเด็ดขาด (สาวๆก็เข้าใจกันดีซะด้วยครับ) แล้วมันก็รู้จักการเทคแคร์ดูแลเอาใจใส่แบบที่ไม่มีขาดตกบกพร่อง อะไรที่ทำให้แฟนได้ มันก็ทำให้สาวๆเหล่านั้นได้ เรียกได้ว่า เอาจริงเอาจังและจริงใจล้วนๆ แม้ว่าเพื่อนผมมันจะมีกิ๊กอยู่ไม่กี่คนแต่มันก็สามารถคบกันได้อย่างยืนยาว มีความสุข ปลอดภัยและไม่เสี่ยงอีกด้วยครับ นั่นก็เพราะว่ามันไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยๆไงล่ะครับ มันไม่ชอบเที่ยวผู้หญิง ไม่ชอบดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เคยคิดจะลองยาหรือของที่ไม่ดี สาวๆทุกคนก็เลยรักและเชื่อใจในตัวมันยังไงล่ะครับ แบบนี้ผมขอเรียกมันว่า “มั่วแต่ไม่สำส่อน” ละกันครับ ฮ่าๆๆ มี่สี่คนก็คบแค่สี่คน มีห้าคนก็คบแค่ห้าคน ไม่เอาตัวเองไปมั่วกับสาวๆที่ไหนไม่รู้โดยที่ไม่ป้องกัน ความรักของมันจึงได้ยืนยาวยังไงล่ะครับ
สุดท้ายผมก็ยังมาจบอยู่ที่คำว่า “จรรยาบรรณ” อยู่ดี เห็นมั้ยล่ะครับว่า คำๆนี้ยังมีความหมายที่ครอบคลุมได้อีกมากมาย สาวๆหลายคนเคยพูดกับผมครับว่า “มีแฟนเจ้าชู้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้แฟนรู้จักหน้าที่ รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร” เท่านั้นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ
คุณผู้หญิงหลายคนอาจจะค้านผมและคิดว่าผู้ชายต้องเลิกเจ้าชู้โดยเด็ดขาดหากคิดจะคบกับคุณ ผมขอบอกเลยครับว่า “เป็นไปได้ แต่ก็มีโอกาสน้อยมาก” เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ถูกสร้างให้เกิดมาบนโลกกลมๆใบนี้เพื่อสืบพันธุ์ครับ (ฮ่าๆๆ) อาจจะฟังดูเหมือนผมพูดเล่นนะครับ แต่จริงๆแล้วมันก็เป็นแบบนั้น ผู้ชายมักคิดถึงเรื่องเซ็กส์อยู่ตลอดเวลา เจอสาวๆสวยๆก็เป็นต้องเหลียวมองอยู่เสมอ น้ำลายหกตามๆกันไป ดูตัวอย่างง่ายๆครับว่าทำไมปัจจุบันนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่างว่าพวกนี้ถึงได้เติบโตกันดีนัก เจ้าพ่อเจ้าแม่อ่างอาบอบนวดก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด สาวไซด์ไลน์ พริตตี้นวดกระปู๋หรือบริการทางกามารมณ์อีกหลายร้อยรูปแบบก็ผุดขึ้นตามกันเป็นดอกเห็ด นั่นก็เพราะว่ามีผู้ชายมากมายมาใช้บริการยังไงล่ะครับ ความต้องการของผู้ชายนั้นหาที่สิ้นสุดได้ยากครับ ถึงคุณจะสามารถห้ามได้ก็คงทำได้ไม่นานหรอกครับ สุดท้ายผู้ชายเจ้าชู้เหล่านั้นก็ต้องกลับไปทำตัวเช่นเดิมอีก ทางเดียวที่จะทำได้นั่นก็คือการปรับความเข้าใจกันและพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาครับ อย่ามัวหลอกตัวเองให้เสียเวลาอีกเลย เพราะมีคู่รักหลายคู่ครับที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานจนมีลูกมีเต้าแต่ก็ต้องเลิกลากันไปเพียงเพราะเรื่องบนเตียงเล็กน้อยเหล่านี้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งครับที่ขอสนับสนุนให้หนุ่มสาวหันหน้าเข้าหากัน พูดจากัน ปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันเพื่อที่สถาบันครอบครัวของคนไทยจะได้อยู่กันยั่งยืนยาวนานต่อไปและไม่ต้องทิ้งภาระปัญหาเหล่านี้ให้ไปตกอยู่กับเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของพวกเรา
ดังนั้นเพียงแค่การมีหัวจิตหัวใจของตัวพ่อเพียงเท่านั้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรได้อีกหลายอย่าง สามารถทำให้ปัญหาครอบครัวในสังคมลดน้อยลงไปได้ สามารถทำให้สาวๆหลายคนเริ่มมองผู้ชายเจ้าชู้ในมุมมองที่ดีขึ้นได้ และยังสามารถทำให้ตัวของเราเองกลายเป็นผู้ชายที่ดีในสายตาแฟน ภรรยาหรือครอบครัวได้ด้วยเช่นกัน
เนื้อหาในกฎข้อนี้อาจดูไม่ยืดยาวและไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะสื่อสารให้กับคุณผู้อ่านได้เข้าใจถึงนั่นก็คือ “การมีหัวใจ” นั้นยิ่งใหญ่เสมอครับ คุณสามารถทำอะไรให้กับคนที่คุณรักได้มากมายเกินกว่าที่ผมจะบรรยายและบอกคุณเป็นข้อๆเสียอีก เพียงแต่คุณต้องลองค้นหามันให้เจอและสื่อสารมันออกไปให้กับคนอื่นๆได้รับรู้และสัมผัสได้ถึงหัวใจอันอบอุ่นของคุณเอง แล้วคุณจะพบกับคำว่า “สุขใจ” ได้อย่างแน่นอนครับกับการเป็นผู้ให้ “หัวใจ” ในครั้งนี้
ผมเชื่อครับว่ากฎข้อนี้แม้จะดูสั้นแต่ก็ดูกระชับได้ใจความและสามารถทำให้คุณผู้อ่านนึกภาพตามไปได้อย่างแน่นอนครับ ข้อแนะนำที่ดีที่สุดของผมนั้นไม่ใช่เพียงตัวหนังสือที่อยู่บนหน้ากระดาษเพียงเท่านั้น แต่มันคือการเขียนลงไปในจิตใจที่คุณจะสามารถเรียนรู้ จดจำและจินตนาการต่อไปได้อีกแสนไกล จนถึงการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตของคุณเอง และนั่นก็จะยิ่งทำให้คนเขียนหนังสือตัวเล็กๆอย่างผมได้รู้จักกับคำว่า “สุขใจ” ด้วยเช่นกันครับที่ผมได้มีโอกาสนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าสู่ให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น