กฎข้อ 5
ตัวพ่อ...ต้องพูดความจริง
คุณโกหกฉันหรือเปล่า? คุณพูดจริงๆเหรอ? เชื่อได้มั้ยเนี่ย? คำพูดเหล่านี้เรามักจะได้ยินอยู่เสมอจากปากคนรักของเรา คุณว่าจริงมั้ยครับ
สำหรับตัวผมเอง ผมถูกถามด้วยคำถามนี้อยู่เป็นประจำจนเคยชินแล้วล่ะครับ หลายๆคนอาจจะมีทางออกของการแก้ปัญหานี้ด้วยการพูดโกหกให้แนบเนียนที่สุด ทำตัวเหมือนปลาไหลที่ไหลไปเรื่อยๆไปได้แบบน้ำขุ่นๆหรือบางครั้งก็ไม่ขอตอบคำถามใดๆทั้งสิ้นจนพาลทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นมาได้
สาเหตุหนึ่งของการไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันจนรวมไปถึงการมีปากเสียงกันขึ้นนั้นมาจาก“การโกหก” เพราะเมื่อคุณพูดโกหกหนึ่งครั้ง คุณจะต้องจดจำมันเอาไว้ให้ดีนะครับว่าคุณได้พูดอะไรออกไปบ้าง เพราะผู้ชายส่วนใหญ่เมื่อพูดโกหกเพื่อให้ตัวเองรอดตัวไปได้แล้วก็มักจะหลงลืมเสมอครับว่าคุณพูดอะไรบ้าๆออกไปบ้าง แต่วันนี้ปัญหาของคุณจะหมดไป (ฮ่าๆๆๆ) เพียงแต่คุณต้องเลิกพูดโกหกก็เท่านั้นเอง
มันฟังดูง่ายเกินไปใช่มั้ยล่ะครับ? ทำไมผมจึงพูดว่าให้เลิกพูดโกหกซะแล้วหันมาพูดความจริงกันบ้างดีกว่า เพราะถ้าหากคุณพูดความจริงคุณก็ไม่จำเป็นต้องคอยจดจำหรือระแวดระวังใดๆทั้งสิ้น จากศูนย์วิจัยข้อมูลบ้านหนองอีเกิ้ง (มีเหรอวะ...ฮ่าๆๆๆ) ได้วิจัยออกมาแล้วครับว่า “ความจริงจะยังคงฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราเสมอครับ ไม่ว่าเราจะหยิบมันออกมาพูดเมื่อไรก็ตาม แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรเมื่อนำกลับมาพูดซ้ำอีกครั้ง ความจริงนั้นก็ยังคงเป็นความจริงเหมือนเดิมครับ”
แล้วเพราะเหตุใดทำไมพวกเราจึงต้องระแวดระวังในเรื่องพวกนี้ด้วยน่ะเหรอครับ นั่นก็เพราะว่าผู้หญิงมีความสามารถที่พิเศษสุดอยู่ข้อนึงที่ผู้ชายอย่างพวกเราหลายคนไม่มีกัน นั่นก็คือการมีความจำที่เป็นเลิศแบบที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะกันเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าเรื่องอะไรที่แฟนตัวพ่ออย่างเราหลุดปากออกไปแล้ว พวกพี่แกก็เล่นจำได้หมดทุกเม็ดเลยจริงๆ จำได้แม้กระทั่งวันเกิดของน้องหมา วันครบรอบที่เราเริ่มคบหากัน วันที่เราไปดูหนังกันด้วยกันครั้งแรก วันที่เราจูบกันครั้งแรก(อย่างดูดดื่ม)และอีกมากมายหลายเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวแต่เธอก็ยังจดจำมันได้ไม่รู้ลืม....ฟังแล้วน่าขนลุกนะครับ
เพราะฉะนั้นกฎข้อนี้จึงกลายเป็นกฎเหล็กที่สำคัญมากของตัวพ่อเลยล่ะครับ แล้วตัวพ่ออย่างพวกคุณก็ต้องรู้จัก “พูดความจริงให้เป็น” ด้วยนะครับ เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตัวเราเอง
หลักในการพูดความจริงให้เป็นนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อครับ ซึ่งมีทั้งหลักการปฏิบัติตนของตัวพ่อและหลักในการพูดให้ถูกต้อง ดังนี้
1. ต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย
การเสมอต้นเสมอปลายถือเป็นลักษณะนิสัยที่ควรปลูกฝังเอาไว้ในจิตใต้สำนึกของตัวคุณเองเลยครับ เพราะหากคุณเปลี่ยนนิสัยบ่อยๆเพื่อเอาใจใครบางคนแล้วล่ะก็ คุณก็จะไม่สามารถทำมันได้ตลอดรอดฝั่งครับ ฉะนั้นตัวคุณเคยเป็นยังไงก็ให้รักษาความคงเดิมของตัวเองเอาไว้อย่างนั้น ดั่งเกลือรักษาความเค็มเลยล่ะครับ ยกตัวอย่างเช่น
คุณเป็นคนที่ชอบออกงานสังคมชอบปาร์ตี้กับเพื่อนๆ : คุณก็ควรรักษานิสัยแบบนี้เอาไว้แต่ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมพองามครับเพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้แฟนของคุณรู้ว่า คุณมีเวลาและพื้นที่ส่วนตัวของคุณอยู่เช่นกัน
คุณเป็นคนไม่ค่อยเอาอกเอาใจแฟนมากเท่าไร : คุณก็ควรทำแบบนี้ให้ได้ตลอดไปนะครับ แบบประมาณว่ารักน้อยๆ แต่รักนานๆ รักเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มากไปไม่น้อยไปไงครับ เพราะหากคุณเคยทำไว้มากมาย เมื่อถึงวันหนึ่งที่คุณเกิดเปลี่ยนไปแฟนของคุณจะสามารถจับสัญญาณได้ทันทีเลยครับว่าคุณมีบางสิ่งผิดปกติไปแล้วจริงๆ
คุณมีเพื่อนผู้หญิงเยอะและชอบทำงานกับผู้หญิง : ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกันครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่แฟนของคุณอาจจะไม่ชอบใจอย่างแน่นอน แต่หากว่าคุณเคยทำอยู่แล้วเป็นกิจวัตรและหลีกเลี่ยงเสียไม่ได้ คุณก็จะดูมีเหตุและผลที่หนักแน่นมากกว่าขึ้นมาในทันทีเวลามีปัญหากันในเรื่องเหล่านี้ เพราะเมื่อเป็นเรื่องของการทำงานแฟนของคุณก็ควรที่จะต้องยอมรับและปรับตัวเพื่อรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ครับหากว่าเธอรักคุณจริงๆ
2. เป็นคนตรงต่อเวลาและนักวางแผนที่ดี
คุณต้องเป็นคนที่เป๊ะๆกับเรื่องเวลาเลยนะครับ ยืดหยุ่นมากไม่ได้เลยครับ เพราะหากคุณต้องการจะบริหารบรรดากิ๊กๆของคุณให้ได้ดีแล้วล่ะก็ คุณก็ต้องรู้จักการบริหารเวลาและครอบครัวของคุณเองให้ดีเยี่ยมเสียก่อน ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้กับตัวเอง ครอบครัวและกิ๊กด้วยครับ ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรให้กับใคร ไม่ใช่มั่วซั่วสะเปะสะปะไปซะหมดครับ มันจะทำให้วงจรการบริหารความรักของคุณพังทลายลงมาได้อย่างง่ายดายเลยล่ะครับ
ก่อนอื่นคุณต้องแบ่งเวลาของตัวเองเอาไว้ก่อนครับว่าคุณจะมีเวลาว่างช่วงใดให้กับตัวคุณเองบ้าง แล้วต่อมาคุณก็ควรแบ่งเวลาเลยครับว่าจะเอาเวลาไหนไปให้กับแฟนหรือครอบครัวบ้าง เพื่อทำให้เธอรู้ครับว่ายังไงคุณก็ยังมีเวลาให้กับเธออย่างแน่นอนและชัดเจน
ส่วนต่อมาก็คือการแบ่งเวลาให้กับงานและเผื่อเวลาให้กับเรื่องที่ไม่คาดคิด ซึ่งก็คือเรื่องของบรรดากิ๊กๆนั่นเองครับ อ่ะ...หลายๆคนคงยังนึกภาพไม่ออกใช่มั้ยล่ะครับว่าการเป็นคนตรงต่อเวลาและเป็นนักวางแผนที่ดีนั้นควรทำอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆครับ
ไอ้ A เพื่อนของผมเป็นนักธุรกิจที่มีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเองครับ ซึ่งโดยปกติแล้วมันจะแบ่งเวลาช่วงเย็นจนกระทั่งดึกดื่นให้กับแฟนตัวเองและเวลาช่วงกลางวันก็เอาไว้ทำงานและให้กับตัวเองเท่านั้นครับ บังเอิญว่าวันนั้นมันมีนัดกับลูกค้าตอน 10 โมงเช้าเพื่อนัดคุยธุรกิจกันนิดหน่อย แล้วก็นัดกับแฟนไว้ว่าจะไปทานข้าวด้วยที่บ้านตอน 6 โมงเย็น แต่บังเอิญวันนั้นมันเกิดรู้สึกคันๆอยากเจอกิ๊กของมันมากๆเช่นกันมันจึงรีบโทรเช็คน้องฟ้ากิ๊กคนสวยของมันในทันทีซึ่งเธอก็กำลังออกมาทำธุระใกล้ๆกับที่ที่มันมีนัดอยู่กับลูกค้าพอดิบพอดีเลย (แหม...ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้นะ) ไอ้ A เลยจัดการรีบคุยธุระกับลูกค้าให้เสร็จเรียบร้อยก่อนบ่าย 3 โมง แล้วก็ขอนัดน้องฟ้าตอนบ่าย 3 โมงครึ่งที่ห้างสรรพสินค้าในระแวกนั้น ก่อนจะแว่บพาเธอไปขึ้นสวรรค์กันสองต่อสองให้สบายตัว (ว้าว...อิจฉา) แล้วค่อยกลับเข้าบ้านไปหาแฟนของมันให้ตรงกับเวลา 6 โมงเย็นพอดิบพอดี (หรือหากมีรถติดนั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีที่จะทำให้คุณไปถึงช้ากว่าเวลานัดหมายออกไปได้อีกนิดหน่อยครับ แต่หากว่าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯแล้วล่ะก็ ข้ออ้างแบบนี้ก็ไม่ควรใช้นะครับ...ตายสนิท)
เพียงเท่านี้ไอ้ A ก็ได้ทั้งงาน ได้ทั้งกิ๊ก แล้วก็ได้ทั้งแฟนโดยที่ไม่เสียประโยชน์ข้อใดข้อหนึ่งไปเลยเห็นมั้ยล่ะครับ แต่คุณอาจจะมองว่าการบริหารเวลาแบบนี้เป็นแค่เรื่องหมูๆสำหรับคุณ เพราะใครๆก็ทำได้ใช่มั้ยล่ะครับ ผมเองก็เห็นด้วยเช่นกันครับ แต่ว่าสำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มหัดมีกิ๊กเป็นครั้งแรกในชีวิต กรุณาทำเรื่องง่ายๆแบบนี้ให้รอดก่อนเถอะครับ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำเรื่องยากๆน่ะ เพราะคุณอย่าลืมนะครับว่า “คุณต้องสามารถควบคุมและบริหารกิ๊กของคุณให้อยู่ในกฎและระเบียบให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นเธอก็จะเป็นคนที่สร้างปัญหาให้กับคุณเสียเองครับ” เหมือนกับคำพังเพยที่ว่า “หมองูมักตายเพราะงู” ยังไงล่ะครับ
เราต้องจดเอาไว้เสมอครับว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกครับที่อยากเป็นที่สองรองจากอีกคนหนึ่ง แต่หากคุณสามารถทำให้เธอเหล่านั้นยอมรับได้กับเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม คุณก็จะสามารถบริหารจัดการเวลาและความรักของคุณได้อย่างง่ายดายแล้วล่ะครับโดยที่ไม่มีการสูญเสียใครไปเลยแม้แต่คนเดียวด้วยครับ
3. เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา
มาถึงเรื่องของคำพูดกันบ้างแล้วนะครับ ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักการพูดจาให้ตรงไปตรงมาไม่โกหกหลอกลวงเสียก่อน ฟังดูง่ายใช่มั้ยล่ะครับแต่อย่าเพิ่งชะล่าใจเกินไป เพราะผมมีตัวอย่างของคนที่พูดโกหกอยู่เป็นประจำมาให้ดูกันด้วยครับ
แฟน : ที่รักวันนี้ไปไหนมาเหรอคะ?
ตัวพ่อ : เปล่าจ่ะ...ไปทำงานมาน่ะ
ฮ่าๆๆๆ “เปล่าจ่ะ” ปฏิเสธไปซะงั้น แต่กลับบอกว่าไปทำงานมาน่ะ ขำก๊ากเลยครับพี่น้อง จริงๆแล้วอันนี้เหมือนผมจะล้อเล่นนะครับ แต่คำว่า “เปล่า” เป็นคำพูดติดปากของคนไทยเรามาช้านานแล้วจริงๆครับ ไม่ว่าใครจะถามอะไรพี่ไทยบอกเปล่าไว้ก่อนเสมอ ซึ่งจะทำให้เราติดเป็นนิสัยไปเรื่อยๆนะครับ ยังไงก็อยากให้ลองแก้ไขกันดู
เรามาลองเปลี่ยนเป็นแบบนี้ดูบ้างดีมั้ยครับ?
แฟน : ที่รักวันนี้ไปไหนมาเหรอคะ?
ตัวพ่อ : อ๋อ...วันนี้เหรอจ๊ะที่รัก ผมออกไปที่ออฟฟิศมาน่ะ วันนี้มีนัดคุยกับลูกค้าด้วยล่ะ ไปนั่งทานข้าวกันแถวๆรามอินทรา ลูกค้าตอบตกลงเซ็นสัญญากับเราด้วยล่ะจ่ะ ผมก็เลยนั่งดื่มอะไรกันนิดหน่อยเพื่อเป็นการเลี้ยงฉลองน่ะ เลยกลับบ้านมาช้าไปนิดนึง ที่รักไม่ว่าอะไรใช่มั้ยจ๊ะ
คุณคิดว่าคำตอบที่คุณจะได้รับกลับมาจากแฟนของคุณจะเป็นแบบไหนล่ะครับ ผมเชื่อครับว่าย่อมดีกว่าคำตอบที่จะได้จากการพูดแบบตัวอย่างแรกอย่างแน่นอนและที่สำคัญแฟนของคุณก็จะไม่มีการแคลงใจหรือสงสัยใดๆอีกด้วย
นี่คือตัวอย่างของการพูดความจริงที่ทำให้คุณปลอดภัยมากๆเลยทีเดียวครับ แม้ว่าคุณจะบอกไปไม่หมดว่า หลังจากคุยงานเสร็จแล้วก่อนกลับบ้านคุณยังมีเวลาแวะไปหาน้องดาว กิ๊กสาวดาวมหา’ลัยมาด้วยก็ตามทีเถอะครับ ยังไงแฟนของคุณก็สบายใจแล้วล่ะที่คุณให้ความสำคัญกับเธอด้วยการตอบข้อสงสัยของเธอได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาขนาดนี้
เรามาลองดูตัวอย่างต่อไปกันบ้างดีกว่าครับ
แฟน : ที่รักวันนี้จะออกไปกับใคร เพื่อนคนไหนเหรอ?
ตัวพ่อ : เอ่อ...ไปกับไอ้บอยจ่ะ ก็ไปกันหลายคนเลยล่ะ
แฟน : แล้วมีผู้หญิงด้วยรึเปล่า?
ตัวพ่อ : โอ๊ย...ไม่มี๊ ไม่มีจ่ะ จะมีได้ไงไปคุยงานกัน แหม...ที่รักนี่ก็คิดมากจัง
เหอๆๆ บอกได้คำเดียวครับว่าถ้าคุณตอบแบบนี้ คุณกำลังพาตัวเองเข้าสู่แดนประหารไปครึ่งตัวแล้วล่ะครับ เพราะผู้หญิงจะจับสัญญาณการนอกใจของคุณได้อย่างแน่นอนครับ เรียกว่างานเข้ากันเลยทีเดียว งั้นคราวนี้มาลองดูกันใหม่อีกทีดีกว่าครับ
แฟน : ที่รักวันนี้จะออกไปกับใคร เพื่อนคนไหนเหรอ?
ตัวพ่อ : วันนี้เหรอจ๊ะ เค้าจะออกไปคุยงานกับเพื่อนแล้วก็จะมีไปดื่มต่อกันนิดหน่อยน่ะจ่ะ แถวๆรัชดานี่เอง แต่รับรองว่ากลับไม่ดึกมากหรอกจ่ะ
แฟน : แล้วมีผู้หญิงด้วยรึเปล่า?
ตัวพ่อ : มีสิจ๊ะ แหม...ก็ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่เลย น้องๆที่ออฟฟิศก็ไปกันด้วย ไม่มีได้ไง ออฟฟิศของเค้าไม่ใช่โรงเรียนชายล้วนนะจ๊ะตัวเองแต่ที่รักไม่ต้องห่วงหรอกนะ เค้าไม่ดื้อไม่ซนหรอก ที่คุยกันก็มีแต่เรื่องงาน เรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละจ่ะ ผู้หญิงน่ะเค้าไม่สนใจมากกว่าที่เค้าสนใจที่รักหรอกนะจ๊ะ แล้วเค้าจะรีบกลับมานอนด้วยนะจ๊ะ
แฟน : จะกลับกี่โมงล่ะ?
ตัวพ่อ : ไม่น่าเกิน 5 ทุ่มจ่ะ อันนี้เค้าเผื่อไว้ก่อนนะ เผื่อว่าดื่มกันยาวน่ะแล้วก็เค้าจะไม่ดื่มเยอะหรอกนะ เพราะเดี๋ยวขับรถกลับบ้านไม่ได้จ่ะ งั้นเค้าไปก่อนนะที่รัก เดี๋ยวจะสายจ่ะ รักคุณนะ (พร้อมจุ๊บแก้มไปหนึ่งที)
คราวนี้ล่ะครับคุณคิดว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมเชื่อครับว่าอย่างน้อยๆคุณผู้หญิงก็จะสบายใจไปเปราะหนึ่งแล้วครับว่ายังไงแฟนของเธอก็ยอมบอกเธออย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว แม้จะมีผู้หญิงอยู่ในปาร์ตี้นั้นบ้าง ก็คงจะไม่มีอะไรหรือถ้าพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเราได้ทำการซื้อใจเธอไว้เรียบร้อยแล้วครับว่ายังไงก็เป็นแค่เรื่องของงานกับผลประโยชน์แล้วเราก็รักเธอมากที่สุดอีกด้วย ผมกล้าฟันธงเลยครับว่า ตัวอย่างแบบที่สองนี้มีโอกาสรอดและไม่ทะเลาะกันสูงถึง 90% เลยทีเดียว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะกลับมาบ้านไม่ทันเวลาที่บอกเอาไว้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะคุณขาดความมีวินัยในเรื่องของการตรงต่อเวลานั่นเองครับ
โปรดจำไว้เสมอครับว่าข้อปฏิบัติทุกข้อนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างขาดเสียไม่ได้เลยครับ คุณต้องตั้งใจและใช้มันให้เป็นด้วยจึงจะได้ผลดีที่สุด หากคุณคิดว่าการอธิบายอะไรมากไปจะทำให้คุณดูน่าสงสัยแล้วล่ะก็ มันไม่จริงไปซะทั้งหมดหรอกครับ หากเราพูดให้ละเอียดแต่ไม่ยืดยาว ไม่วกวน เพียงเท่านี้ก็ดูมีเหตุผลและหลักการที่น่าเชื่อถือได้แล้วล่ะครับ แต่ที่ส่วนใหญ่เวลาพูดยาวๆกันแล้วมักถูกจับได้ นั่นก็เพราะว่าคุณกำลังเล่าเรื่องโกหกอยู่นั่นเอง แถมยังตะกุกตะกักวกไปวนมาอีกต่างหากครับและที่สำคัญที่สุดสายตาของคุณก็จะเป็นตัวที่ฟ้องได้ดีที่สุดเลยล่ะครับว่าคุณกำลังโกหกอยู่รึเปล่า ดังนั้นต้องฝึกฝนเยอะๆครับ
4. รักษาคำพูดและมีวินัยในการปฏิบัติ
ข้อสุดท้ายนี้ก็ไม่มีอะไรมากแล้วล่ะครับ ขอเพียงแค่คุณรู้จักรับผิดชอบกับคำพูดที่ได้พูดเอาไว้และปฏิบัติตนในเรื่องของการตรงต่อเวลาให้ได้จริงๆ เพียงเท่านี้การบริหารเวลากับความรักของคุณก็จะเป็นเรื่องแสนง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากลิงเลยทีเดียวเชียว
คราวนี้ผมจะขอเพิ่มเติมกันบ้างในเรื่องการพูดความจริงให้เป็น เพราะมีหลายครั้งครับที่ผมมักได้รับคำถามจากเพื่อนๆหลายคนครับว่า “ควรจะตอบยังไงดีวะ แฟน/กิ๊ก กูมันถามกูมาแบบนี้อ่ะ?” ยกตัวอย่างคำถามง่ายๆเลยครับ เช่น
ถาม : มีแฟนหรือยังคะ?
ตอบ : มีสิครับ แหม...สมัยนี้แล้วใครไม่มีก็แปลกแล้วล่ะ แล้วคุณล่ะครับมีหรือเปล่า? (นี่คือการตอบคำถามแบบมีการยิงคำถามสวนกลับไปด้วยเพื่อดูเชิงครับ)
ถาม : หนูมีแฟนแล้วนะคะ พี่ยังจะจีบมั้ยล่ะ?
ตอบ : จีบแน่นอนครับ ก็น่ารักแบบนี้ให้ปล่อยไปได้ไง อย่างน้อยถ้าจะเป็นกิ๊ก พี่ก็ขอเป็นกิ๊กเบอร์ 1 เลยได้มั้ยล่ะจ๊ะ?
ถาม : ถ้ามีอะไรกันแล้วจะทิ้งเค้ามั้ย?
ตอบ : พี่ไม่รับปากและไม่ขอให้เชื่อด้วยนะครับว่าพี่จะเป็นยังไงต่อไป แต่อยากให้รอดูครับว่าหลังจากนี้แล้วพี่จะดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน เพราะว่าถ้าพี่ชอบใครแล้วก็ต้องดูแลเอาใจใส่ด้วย ไม่ใช่แค่หลอกฟันแล้วทิ้ง นั่นไม่ใช่นิสัยของพี่ครับ
ถาม : พี่มีกิ๊กกี่คนคะเนี่ย ถามจริงๆ
ตอบ : อยากรู้จริงเหรอครับ?....อืม ก็ .... คนครับ (ตอบไปเลยครับ อย่าได้แคร์สื่อ เพราะหากเธอจะถอยเราก็ไม่ต้องรั้งหรอกครับ เพราะเราต้องการคนที่รับได้จริงๆและหากเธอรับเราได้ ต่อไปเราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการหึงหวงเกิดขึ้นเลยครับ เรียกว่าต้องใจเด็ดครับ ตายเป็นตายอะไรทำนองนั้น) แต่ว่าพี่ก็ไม่ได้เจอกับทุกคนบ่อยๆหรอกนะครับ ส่วนใหญ่ก็คบๆกันไปเรื่อยๆ บางคนก็คบมานานจนเหมือนเป็นเพื่อนกันไปแล้วก็มีนะ แต่เอาจริงๆ พี่ก็ไม่ได้เจ้าชู้เรี่ยราดนะครับ ถ้าคิดจะมีก็มีเป็นคนๆไปเลย แล้วก็ไม่ได้ไปมั่วอะไรกับใครอีก
ถาม : หนูโทรหาพี่ได้มั้ยคะ เวลาคิดถึงอ่ะ?
ตอบ : ไม่ได้จ่ะ ห้ามโทร ห้ามส่งข้อความเลยนะจ๊ะ เราจะได้ไม่มีปัญหาเลยไงล่ะ เพราะบางครั้งโทรศัพท์มือถือก็อยู่ในมือแฟนพี่น่ะ แต่พี่จะโทรหาเองนะครับ ไม่ต้องกลัวหรอก พี่จะโทรหาให้บ่อยที่สุดเลยครับหรือถ้ามีอะไรด่วนก็ส่งข้อความไปที่อีเมลล์ก็ได้จ่ะ พี่จะได้รีบโทรกลับเลย เพราะพี่เช็คอีเมลล์ตลอดอยู่แล้ว
ในกรณีที่ต่างฝ่ายต่างมีแฟนกันทั้งคู่ ควรมีการวางแผนกันไว้ล่วงหน้าครับว่า ต่างฝ่ายจะโทรหากันได้เมื่อไร ตอนไหนหรือต้องติดต่อกันแบบใด เช่น จะมีเวลาว่างวันจันทร์ถึงศุกร์ตอนเย็นเท่านั้นที่โทรได้เพราะไม่ได้อยู่กับแฟนหรือหากมีอะไรด่วนก็ให้ส่งข้อความไปที่อีเมลล์หรือเฟซบุคก็ได้ แต่ย้ำครับว่าต้องเป็นข้อความส่วนตัวนะครับ ห้ามเอาข้อความไปโพสต์หรือแสดงตนในเวปที่คนอื่นสามารถเข้าไปอ่านได้ง่ายๆนะครับ ไม่เช่นนั้นความซวยจะมาเยือนในไม่ช้าครับ (เพราะเห็นหลายคนพลาดเรื่องนี้มาแล้วครับ)
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างในบางคำถามเท่านั้นนะครับที่เพื่อนหลายๆคนมักจะถามผมหรือเอามานั่งคุยกันอยู่เสมอเพื่อหาทางออกให้กับคำถามเหล่านี้ แต่ถ้าหากผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ ผมก็พร้อมและยินดีที่จะตอบทุกคำถามเลยนะครับ โดยสามารถโพสต์คำถามหรือข้อความของคุณผ่านทางเพจในเฟซบุคของผมได้เลยนะครับที่
www.facebook.com/mr.kittiphun
แล้วผมจะพยายามหาคำตอบสำหรับทุกๆคำถามเลยนะครับ
สุดท้ายสำหรับกฎข้อนี้ที่ผมอยากจะฝากเอาไว้ก็คือ “การพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่การพูดความจริงที่จริงเกินไปอาจทำให้เราตายได้เสมอครับ” ดังนั้นผมจึงอยากแนะนำให้ตัวพ่อทั้งหลายหมั่นฝึกฝนและหมั่นพูดความจริงให้เป็นกันนะครับ เพื่อทำให้ชีวิตของคุณและครอบครัวดำเนินไปได้อย่างดีและราบรื่นในทุกๆด้านของชีวิตครับ เพราะสมัยนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าชีวิตคู่ของหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันเริ่มจะมีอายุขัยที่หดสั้นลงกว่าคู่รักในสมัยก่อนเยอะครับ ดังนั้นเราจึงควรใช้ชีวิตคู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา แม้จะมีเจ้าชู้บ้างก็ควรมีความรับผิดชอบและต้องมีจรรยาบรรณด้วยนะครับ ไอ้พวกที่ชอบลุ่มหลงกิ๊กจนลืมลูกลืมเมียเสียการเสียงานเนี่ยผมไม่สนับสนุนอย่างเด็ดขาดเลยครับ เพราะนั่นจะทำให้สถาบันเจ้าชู้ตัวพ่ออย่างพวกเราต้องหม่นหมองลงไปด้วยครับ
ยังไงก็ขอฝากด้วยละกันนะครับ....พี่น้อง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น