ขอพักจากงานเขียนหนังสือเล่มหนาๆ ที่ต้องใช้เวลายาวๆ อย่าง “How to เจ้าชู้ตัวพ่อ” ลองมานั่งเขียนคอลัมน์สั้นๆง่ายๆกระชับแต่ได้ใจความกันบ้างนะครับ
ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจมีนิสัยที่คล้ายๆกันหรือเหมือนกันกับผม นั่นก็คือ ชอบอ่านอะไรที่ไม่ยาวมากนัก ใช้เวลาอ่านน้อยๆ แต่อ่านแล้วน่าสนใจ ผมเลยเกิดไอเดียอยากลองเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับชีวิตรักแบบสั้นๆออกมาดูบ้าง ก่อนที่ต่อมขยันในตัวมันจะถีบให้ผมลุกขึ้นมานั่งเขียนอะไรที่มันยาวๆจนกลายเป็นหนังสือเล่มหนาๆเล่มต่อไป
หลายวันมานี้ ผมมักจะเจอคำถามกับตัวเองว่าระหว่างความรัก ความผูกพันและความเข้าใจ อย่างไหนมันสำคัญที่สุด เพราะผมดันเจอเข้ากับปัญหานี้ด้วยตัวของผมเองและเพื่อนๆของผมหลายๆคนก็เจอะเจอและเผชิญกับมันอยู่เช่นเดียวกัน
บางคนก็บอกผมว่าความรักนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด บ้างก็บอกว่าความผูกพันเป็นสิ่งที่ทำให้คนสองคนต้องอยู่ร่วมกันและขาดกันเสียมิได้จึงทำให้เกิดความรักและอีกหลายคนก็บอกผมว่าความเข้าใจจะทำให้คนสองคนอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าผมเกิดมีคำถามขึ้นในหัวล่ะครับว่า “ถ้าเกิดว่าเข้าใจกันแต่ไม่มีความรักและความผูกพันล่ะ” คนสองคนจะยังอยู่ร่วมกันไปเพื่ออะไร? เฮ้อ...จริงๆมันก็เป็นคำถามยียวนกวนประสาทของผมเองแหละครับ แต่สำหรับประเด็นที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดนั่นก็คือ “เมื่อความรักขาดความเข้าใจ” อะไรมันจะเกิดขึ้น?
ผมเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคำว่าความรักก็เมื่อได้พบปะกับมันด้วยตัวผมเองเข้าอย่างจัง ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ ผมเองก็มีความรักเป็นเหมือนกันครับ ผมไม่ใช่ผู้ชายลั้ลลาไปวันๆอย่างที่ใครๆคิดอย่างแน่นอนครับ เพียงแต่ความรักของผมครั้งนี้มันไม่ได้ง่าย ไม่ราบรื่นและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เคยคาดคิดเอาไว้เลยสักนิด ไม่อย่างนั้นผมคงจะไม่มานั่งพูดถึงเรื่องนี้
ผมเริ่มมองลึกเข้าไปในความรู้สึกของตัวผมเองและตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมมีความรักให้กับผู้หญิงคนหนึ่งมากแค่ไหน มากเพราะอะไรและมากอย่างไร และผมก็ได้พบกับคำตอบว่า “รักของผมมันไม่มีเหตุผล ไม่มีคำว่าปริมาณและขนาดเลยสักนิด” เพราะมันคือความรักที่เกิดขึ้นรวดเร็วมากอย่างที่ผมเองก็ไม่ทันได้เตรียมใจตั้งรับเลยล่ะครับและเมื่อความรักมันเข้ามาเร็วจนเกินไป มันจึงทำให้ผมตั้งตัวแทบไม่ทัน ยืนก็แทบจะไม่ติด เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ จนไม่รู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไรดี จึงเป็นเหตุให้ความรักของผมเริ่มมีปัญหามาตั้งแต่แรกเริ่มคบกัน ซึ่งโดยปกติการคบกันของคนทั่วๆไปนั้น น่าจะเริ่มต้นจากการคบหา ดูใจ จีบกันหวานซึ้ง จนน้ำผึ้งเริ่มออกอาการบูด จึงค่อยๆกลายเป็นน้ำผึ้งขมและค่อยๆเบื่อหน่ายกันไป แต่สำหรับของผมนั้น ผมเริ่มต้นจากความไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันเลยครับ มันฟังดูแปลกและยากเลยใช่ไหมล่ะครับที่คนสองคนที่เพิ่งจะคบหาดูใจกันจะไปกันได้รอดในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเราเริ่มมีปัญหาคลางแคลงใจกันตั้งแต่เรือรักยังไม่ทันจะออกจากปากอ่าวและด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยยอมใคของเราสองคนจึงทำให้เรื่องมันยุ่งวุ่นวายกันไปใหญ่โต ทะเลาะกันได้ทุกวี่วัน เถียงกันได้ตลอดเวลา แต่ก็นั่นแหละครับ ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ เพราะผมเองก็ยังอุตส่าห์พยายามประคับประคองความรักของผมให้อยู่รอดมาจนได้ แม้จะต้องแลกด้วยความเจ็บปวดและน้ำตาหลายปี๊บก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากบทเรียนในครั้งนี้ก็คือ เมื่อเรามีความรักอยู่เต็มล้นในหัวใจ มันจะทำให้เราสามารถที่จะปรับตัว ปรับหัวใจ ปรับความแข็งกระด้างในตัวเองให้กลายเป็นความรักที่ค่อยๆเรียนรู้และเริ่มต้นคำว่า “ความเข้าใจ” กันไปทีละนิดทีละเล็กทีละน้อยและแล้วความเข้าใจของผมก็ค่อยๆเริ่มก่อตัวขึ้นมาหลังจากที่มีความรักเป็นตัวจุดประกายเป็นอันดับแรก ผมจึงได้ค้นพบแล้วครับว่า “หากความรักขาดความเข้าใจ” คนสองคนก็คงจะอยู่ร่วมกันได้ยาก “แต่หากความรักทำให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจ” คนสองคนก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แชร์ความรู้สึก ความสุข ความทุกข์ร่วมกันต่อไป
วันนี้ผมเองก็ยังสรุปไม่ได้หรอกครับว่าท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของความรักของผมและเพื่อนๆรอบข้างจะไปสิ้นสุดลงที่จุดใดหรือกับใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับจากความรักและถือเป็นความรู้ใหม่ที่ควรค่าแก่การจดจำไว้นั่นก็คือ “ความรัก คือ ครูที่สอนให้เราเรียนรู้และเข้าใจคนอีกคนหนึ่งให้มากขึ้น ยอมละทิ้งความหยิ่งทรนง ละทิ้งคำว่าศักดิ์ศรีและกลายเป็นคนดีขึ้นได้เพื่อคนที่เรารัก” นั่นเป็นเพราะเราเริ่มเข้าใจคำว่าความรักและหัดมองมันในแง่บวกให้เป็น ดังนั้น ผมจึงอยากให้คุณผู้อ่านทุกท่านลองเปลี่ยนมุมมองในเรื่องของความรักกันดูบ้างนะครับ ลองคิดบวก ทำบวก และใส่ใจกับคำว่า “ความเข้าใจ” กันดูบ้าง แล้วคุณจะพบว่า “ความรักที่อยู่รอบตัวเรานั้นมันสามารถเปลี่ยนแปลงเราได้อย่างไร” คุณลองไปค้นหาคำตอบกันดูนะครับ....ผมขอเอาใจช่วยให้คุณค้นพบคำตอบของมัน
ตัวพ่อจูเนียร์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น