What am I thinking now?

Kittiphun said : ใกล้สิ้นปีอีกแล้ว...ใครที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้ม ยังไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ ก็รีบๆทำกันซะนะครับ
Powered By Blogger

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

How to เจ้าชู้ตัวพ่อ "กฎข้อที่ 8"

กฎข้อ 8

ตัวพ่อ...ต้องตีบทแตก

มีหลายคนเคยพูดกับผมว่า “การแสดงละครนั้นยากหากไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ” ผมเองก็เคยคิดเช่นนั้นเหมือนกันครับ ผมเคยรู้สึกเสมอเมื่อเราต้องการจะพูดโกหกหรือปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้ในใจ ไม่ว่าจะพยายามอย่างมากแค่ไหนก็ตาม แต่สายตาของเราก็พร้อมที่จะเป็นช่องโหว่ของความลับที่พร้อมจะให้ผู้อื่นสามารถอ่านใจเราได้อยู่ดี

ผมเชื่อว่าคนทุกคนย่อมต้องเคยพูดโกหก แสดงท่าทีเสแสร้งแต่ก็มักถูกจับได้อยู่เสมอ ถูกจับได้ทั้งๆที่คิดว่าเก็บความลับไว้เป็นอย่างดีแล้ว ถูกจับได้ทั้งๆที่คิดว่าแนบเนียนมากพอแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถปกปิดแฟนหรือคนใกล้ชิดของตัวเองไปได้อยู่ดี แล้วมันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ? ทำไมหลายๆครั้งผลของการพยายามโกหกจึงต้องกลับกลายเป็นถูกจับได้ทุกครั้งไป

หากคุณยังจำได้ ผมเคยแนะนำไปแล้วในเรื่องของการพูดความจริงให้เป็น แต่สำหรับกฎข้อนี้ผมขอยกให้เป็นสุดยอดทฤษฎีที่จะนำคุณไปสู่การลงมือปฏิบัติมากกว่าเป็นเพียงแค่ทฤษฎีของคำพูดที่จริงใจเท่านั้น เพราะคราวนี้มันคือ “การแสดงออกอย่างจริงใจให้เป็น” นั่นเองครับ

งานนี้ไม่ต้องเป็นนักแสดงมืออาชีพหรือพระเอกนางเอกมาจากไหนหรอกครับ เราก็สามารถทำได้กันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นการรู้จักเก็บอารมณ์ไม่ให้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง การวางตัวให้เหมือนกับเป็นพระเอกละครอยู่ตลอดเวลาหรือการตีหน้าซื่อจนใครก็เดาใจคุณได้ยาก ซึ่งทั้งหมดนี้คุณสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองอย่างแน่นอนครับ

ก่อนที่คุณจะได้รู้ความลับของการตีบทแตกเหล่านี้ ผมอยากขอให้คุณลองคิดดูครับว่า โดยปกติแล้วคุณเคยดูละครหรือภาพยนตร์บ่อยแค่ไหน อ่ะ...หลายคนคงอยากจะถามผมใช่มั้ยล่ะครับว่าแล้วมันเกี่ยวข้องกันยังไง เพราะจริงๆแล้วมันก็มีทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องและก็ไม่เกี่ยวข้องเลยนะครับ

ข้อแรกในส่วนที่เกี่ยวข้องก็คือ การดูพระเอกในละครหรือการจดจำบทบาทจากพระเอกหรือตัวร้ายในละครได้บ้างนั้น จะเป็นประโยชน์หรือแนวทางในการปฏิบัติตัวของคุณที่เห็นเป็นตัวอย่างได้ง่ายที่สุดแล้วครับ คุณไม่จำเป็นต้องไปลงคอร์สเรียนการแสดงให้เปลืองเงินเลยด้วยซ้ำไป ขอเพียงคุณมีใจรักและช่างจดช่างจำเพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ

ส่วนในความไม่เกี่ยวข้องนั้นก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับเพียงแต่ผมอยากจะบอกคุณว่าอย่ามัวดูละครน้ำเน่าให้มันมากเกินไปนักนะครับ เพราะชีวิตของคุณคงจะไม่สามารถน้ำเน่าได้เท่ากับในละครหรอกครับ (ฮ่าๆๆๆ) บางอย่างเราเก็บเอามาใช้ประโยชน์ได้ แต่บางอย่างมันก็เป็นขยะที่ไม่ควรจดจำเอาเป็นแบบอย่างครับ

ผมว่าเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาและหน้ากระดาษ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. การรู้จักเก็บอารมณ์ไม่ให้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง

การเป็นคนที่รู้จักเก็บอารมณ์ รู้จักวางตัวนิ่งเฉยได้นั้น คุณจำเป็นต้องเป็นคนที่ใจเย็นสักนิดนะครับ ไม่ควรเป็นคนที่เอะอะโวยวายโผงผางจนเกินไป บางคนพอเจอกับปัญหาอะไรเข้าก็แหกปากโวยวายจนเสียเรื่องหรือบางคนพอถูกจับได้ว่าโกหกแทนที่จะคิดแก้ปัญหาแต่กลับหาเรื่องทะเลาะให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปซะอย่างนั้น ทั้งที่จริงๆแล้วถ้าคุณใจเย็นลงอีกนิด นิ่งเฉยลงหน่อย เรื่องมันอาจจะจบได้อย่างง่ายดายเลยก็ได้ครับ

ก่อนอื่นผมขอแนะนำให้คุณรู้จักกับคำว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” เอาไว้เลยนะครับ เพราะยิ่งคุณเป็นคนที่ใจเย็น วางตัวนิ่งเฉย เป็นผู้ฟังมากกว่าพูดมากไม่มีที่สิ้นสุดและรู้จักรอดูท่าทีของคนอื่นได้มากเท่าไร คุณก็จะมีโอกาสเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้มากเท่านั้น (ต้องช่างสังเกตอาการของคนอื่นด้วยนะครับ) ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ เช่น เวลาแฟนของคุณเกิดไปได้ยินคนอื่นเม้าท์ให้เธอฟังว่าคุณไปเดินเที่ยวห้างกับสาวๆที่ไหนก็ไม่รู้แล้วเอาเรื่องนั้นมาโวยวายกับคุณ คุณคิดว่าคุณควรทำตัวอย่างไรครับ?

ข้อ ก. ปฏิเสธไปเลยสิโว๊ย ไม่รับซะอย่างมีไรมะ

ข้อ ข. ยอมรับแต่โดยดี ผมผิดไปแล้วคร้าบ

ข้อ ค. โวยวายใส่เธอว่าเธอหูเบาเกินไปแล้ว เอาลูกตุ้มมาถ่วงบ้างก็ดีนะหล่อน

ข้อ ง. ทำตัวไม่ถูกเลยว่ะ เอามันทุกข้อเลยละกัน

เอ่อ...นี่ไม่ใช่ข้อสอบ O-NET นะครับ (ฮ่าๆๆๆ) เห็นมั้ยครับว่าแค่ตัวเลือกก็มีตั้งหลายข้อแล้วใช่มั้ยล่ะครับ แล้วถ้าเป็นคุณจะเลือกข้อไหน?

ผมไม่ได้มีคำตอบที่ดีที่สุดหรือแน่นอนตายตัวให้หรอกนะครับ แต่ที่ดีที่สุดก่อนอื่นคุณต้องวางตัวให้นิ่งให้ได้ก่อนครับ แล้วดูว่าแฟนของคุณมีปฏิกิริยาและอารมณ์ที่รุนแรงกลับมาแค่ไหน คุณต้องลองคาดคะเนดูครับว่าความรุนแรงมันถึงขั้นไหนไปแล้ว (เหอๆๆ...สยอง) เพราะไม่ว่ามันจะมากหรือน้อยมันก็มีทางแก้ไขทั้งนั้นแหละครับ

หลังจากนั้น ผมไม่แนะนำให้คุณปฏิเสธซะทีเดียวอย่างแน่นอนครับว่าคุณไม่ได้ทำ เพราะหากไม่มีมูลหมามันคงไม่คาบมาบอกแฟนคุณหรอกครับ แต่คุณควรจะพูดกับเธอดีๆด้วยอาการที่นิ่งเฉยก่อนนะครับว่า

“ใครเอาเรื่องนี้มาบอกเหรอ? วันไหนจ๊ะ เพราะว่าก็ไปมาตั้งหลายครั้งนะ”

เจอคำนี้เข้าไปผมเชื่อว่าแฟนคุณต้องเริ่มรู้สึกอะไรบ้างแล้ว อาจจะงง อาจจะโกรธมากขึ้นหรืออาจจะติงต๊องไปเลย (ฮ่าๆๆ) ผมล้อเล่นนะครับ

แฟนคุณก็จะต้องเริ่มตั้งคำถามอย่างแน่นอนครับว่า “ไปไหน? ไปกับใครมา? ทำไมเพื่อนฉันถึงได้เอามาพูดแบบนี้?” แบบมาเป็นชุดเลยล่ะครับ

คราวนี้ก็เป็นตาของคุณบ้างแล้วครับที่จะต้องทำเนียนทำนิ่งแล้วยิงคำถามกลับไปบ้างครับ

“เดี๋ยวนะที่รัก ก่อนจะมาโกรธ มาโมโหใส่กันเนี่ย คุยกันถึงที่มาที่ไปก่อนดีมั้ยจ๊ะ ไม่ใช่ฟังเค้ามาก็เชื่อเลย” อย่าหยุดนะครับ พูดต่อไปอีก “ตกลงว่าใครไปเห็น แล้วเห็นวันไหน ที่ไหนด้วย?”

จากนั้นแฟนคุณจะเริ่มบรรยายมาเป็นฉากๆเลยล่ะครับ ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าที่เพื่อนของแฟนคุณไปเห็นมาน่ะ คุณกับสาวคนนั้นของคุณกำลังเดินด้วยกันด้วยท่าทางแบบไหน คุณอาจเดินควงกันแบบพี่น้องหรือเดินควงกันแบบหวานซึ้งก็เป็นได้ แต่ที่สำคัญคือคุณต้องตอบคำถามให้ดีๆ ครับ

หากคุณเดินควงกันแบบธรรมดาประสาพี่น้อง (ท้องชนกัน อิๆ) คุณก็แค่บอกไปเลยครับว่า

“ก็ไม่มีอะไรนี่นา ก็น้องบีมไง น้องที่บริษัทน่ะ พอดีวันนั้นไปธุระด้วยกันแถวนั้นพอดีก็เลยไปทานข้าวด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ” สายตาและท่าทางของคุณต้องนิ่งจริงๆนะครับ

“ถ้าที่รักไม่เชื่อ เค้าก็คงไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว แต่นี่ก็บอกความจริงไปหมดแล้วนี่นา” คุณบอกหมดแน่ครับ แต่คงไม่ต้องบอกหรอกว่าน้องบีมก็เป็นกิ๊กคนนึงของคุณด้วยเช่นกัน (เหอๆๆ)

จากนั้นคุณก็ทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ไปเลยครับ แล้วก็ดูอาการของแฟนคุณต่อไป ถ้าเธอยังมีอาการงอนอยู่บ้าง คุณก็แค่เอาอกเอาใจเพิ่มอีกนิด ออดอ้อนอีกหน่อย มันมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงครับว่าสถานการณ์นี้จะดีขึ้นได้ไม่ยากครับ

แต่ถ้าบังเอิญวันนั้นคุณดันไปเดินควงกับน้องบีมแบบหวานซึ้ง จูงมือ โอบไหล่ อันนี้ผมก็ต้องขอบอกว่างานเข้าแล้วล่ะครับพี่น้อง เพราะต้องเคลียร์กันยาวเลยล่ะ โดยส่วนตัวผมไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยดีไม่ได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีปากของคุณเองแล้วล่ะครับว่าจะแน่นอนสักแค่ไหน

“ผมขอถามคุณหน่อยได้มั้ยที่รักว่าระหว่างผมกับเพื่อนคุณเชื่อใครมากที่สุด” คำตอบที่คุณจะได้รับกลับมาอาจจะไม่ถูกใจคุณเสมอไปอย่างแน่นอนและอาจทำให้สถานการณ์กลับแย่ลงไปอีกด้วยครับ เพราะกรณีแบบนี้แฟนคุณน่าจะเชื่อคำพูดของเพื่อนมากกว่าคุณอย่างแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นคำถามแบบนี้ผมไม่ค่อยแนะนำให้ใช้หรอกนะครับ

หากเหตุการณ์ดูเหมือนจะร้ายแรงมากขึ้นจริงๆ ผมแนะนำครับว่าคุณควรพาแฟนของคุณไปคุยกันในที่เงียบๆที่มีกันแค่สองคน เผื่อว่าแฟนของคุณอยากจะเอะอะโวยวาย ร้องไห้หรือทำร้ายตัวเอง แต่ก็มีข้อดีสำหรับคุณด้วยนะครับ นั่นคือมันง่ายต่อการเอาอกเอาใจให้มากเป็นพิเศษน่ะครับ ก็แหม...อยู่กันแค่สองคนแล้วนี่ครับจะอายใครล่ะ

การรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ คุณยิ่งต้องใจเย็นให้ได้ยิ่งกว่าน้ำแข็งเลยนะครับ เพราะถ้าคุณใจร้อนไปด้วยอีกคนรับรองครับว่าเรื่องนี้คงไม่จบอย่างสวยงามแน่ๆ

จากนั้นคุณก็ควรเริ่มต้นพูดคุยกับเธอดีๆ เช่น “ผมยอมรับนะที่รักว่าผมทำแบบนั้นจริงๆ” สายตาของคุณต้องสื่อถึงความจริงใจและมองที่ตาของเธอตลอดเวลา มือสองข้างของคุณอย่าอยู่เฉยนะครับ กุมมือของเธอเอาไว้อย่างนุ่มนวลด้วยเพื่อป้องกันลูกตบมหากาฬน่ะครับ (ฮ่าๆๆ) และตามด้วยคำว่า “ผมขอโทษ”

จากนั้นเธอต้องถามแน่ๆครับว่า “แล้วมันเป็นใคร?” คุณก็ควรตอบให้ดีๆนะครับ

“เป็นคนที่บังเอิญไปเจอกันในผับน่ะ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากนะ เค้าก็เจ้าชู้ไปบ้าง แต่ถ้าที่รักไม่ชอบเค้าไม่ยุ่งแล้วก็ได้นะ” อะไรทำนองนี้นะครับ อาจฟังดูยังไม่ค่อยเข้าท่าแต่สำหรับบางคนก็ยังพอใช้ได้ครับ

ผมเองต้องขอยอมรับแบบจริงใจเลยครับว่า ผมไม่สามารถแนะนำคำพูดหรือข้อแก้ตัวที่สุดเจ๋งให้คุณเข้าใจได้หมดทุกกรณีจริงๆครับ เพราะมันมีเยอะมากและคำพูดที่ดีต้องออกมาจากใจในสถานการณ์แบบนั้นจริงๆ ดังนั้น สำหรับทฤษฎีนี้ผมขอแนะนำว่าให้คุณ “นิ่ง สงบ ใจเย็นและดูท่าที” ไว้ให้มากๆจะเป็นการดีที่สุดครับ จากนั้นหากมีข้อสงสัยที่มากกว่านี้ ผมแนะนำว่าทิ้งคำถามไว้ที่ www.facebook.com/mr.kittiphun จะดีกว่าครับ เพราะผมจะได้เข้าไปตอบคำถามให้แบบเป็นกรณีๆไป

สรุปง่ายๆ สำหรับข้อแรกก็คือ คุณต้องทำใจให้เย็นที่สุดครับ นิ่งให้ได้มากที่สุดและต้องรู้จักตั้งคำถามกลับไปครับเพื่อให้เราได้ข้อมูลในการโต้ตอบกลับได้อย่างถูกต้องมากที่สุด ห้ามเป็นคนใจร้อน ตีตนไปก่อนไข้เป็นเด็ดขาดครับ ไม่เช่นนั้นคุณจบเห่อย่างแน่นอน

2. การวางตัวให้เหมือนกับเป็นพระเอกละครอยู่ตลอดเวลา

อันนี้ฟังดูเหมือนไร้สาระนะครับแต่บางครั้งมันก็จำเป็นครับ ยกตัวอย่างนิสัยที่พระเอกในละครมักจะเป็นกัน เช่น เป็นคนจิตใจดี พูดจาไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวล เป็นสุภาพบุรุษ กะล่อนน่ารัก ขี้อ้อน ช่างเอาอกเอาใจ อะไรประมาณนี้นะครับซึ่งนิสัยเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นนิสัยในอุดมคติที่สาวๆต้องการครับ และหากคุณสามารถทำได้แบบนี้คุณก็จะสามารถทำให้พวกเธอใจอ่อนกับคุณได้อย่างงายดายเช่นกันยังไงล่ะครับ เรียกว่า “ตีโดนจุดอ่อน” กันเลยทีเดียว

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ครับ ผมไม่ได้ต้องการให้คุณเปลี่ยนไปเป็นคนละคนนะครับ แค่อยากให้คุณลองปรับปรุงตัวเองไปทีละนิดๆ โดยให้แฟนของคุณค่อยๆสัมผัสได้ครับว่าคุณเปลี่ยนไปจริงๆ เช่น คุณทำตัวให้เป็นคนที่พูดตรงๆ พูดความจริงอยู่เสมอ แฟนของคุณก็จะเริ่มจดจำไว้แล้วครับว่า คำพูดของคุณนั้นน่าเชื่อถือและมีเหตุผลมากพอที่เธอจะเชื่อมั่นได้ว่าคุณพูดความจริงกับเธออย่างแน่นอนหรือหากคุณอยากเป็นผู้ชายที่ขี้อ้อน เอาใจเก่ง คุณก็ควรฝึกทำให้เคยชินจนเป็นนิสัยติดตัวคุณไปเลยครับและเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้ คุณก็สามารถทำได้แบบไม่ขัดเขินไงล่ะครับ

การเป็นผู้ชายที่ดูดีทั้งรูปลักษณ์ภายนอกภายใน รักษาความสะอาด แต่งตัวดูดีมีสไตล์ที่เป็นตัวเอง พูดจาอ่อนหวาน เอาใจเก่ง ช่างพูดช่างคุย มีเหตุผล มีความเป็นตัวเองสูง มีความเป็นผู้นำ ให้เกียรติสุภาพสตรี แสดงอารมณ์เก่ง เป็นห่วงเป็นใย ใส่ใจดูแล ทั้งหมดนี้คือนิสัยของพระเอกที่ตัวพ่ออย่างพวกเราควรมีครับ อาจจะไม่ต้องทั้งหมดก็ได้แต่ก็ควรมีติดตัวเอาไว้บ้าง เพราะมันคืออาวุธที่สำคัญสำหรับคุณหากคิดที่จะเป็นตัวพ่อของจริงครับ

3. การตีหน้าซื่อจนใครก็เดาใจคุณได้ยาก

สำหรับข้อนี้ดูจะไม่ค่อยแตกต่างจากการวางตัวนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์เท่าใดนัก แต่ก็มีความแตกต่างที่น่าสนใจอยู่ค่อนข้างพอสมควรครับ เพราะการตีหน้าซื่อนั้นคุณต้องทำให้แนบเนียนจริงๆและควรทำได้ตลอดเวลา ไม่เผลอหลุดกันง่ายๆ

ยกตัวอย่าง เวลาที่คุณเจอเป้าหมายใหม่ สวย ใส ตรงใจคุณโดยบังเอิญ (ทั้งๆที่คุณกำลังอยู่กับแฟน) คุณก็ต้องรู้จักใช้สายตาส่งสัญญาณให้เป้าหมายของคุณรู้ได้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ แต่ก็ต้องทำเนียนหน้าซื่อไม่ให้แฟนคุณรู้ตัวได้ด้วยเช่นกัน เพราะมีหลายครั้งที่แฟนคุณมักจะรู้ทันคุณและหันมาถามคุณก่อนด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “แหม...มองใหญ่เลยนะ รู้นะว่าคิดอะไรอยู่” นี่แหละครับ เธอกำลังพยายามจะจับผิดความคิดของคุณอยู่ สิ่งที่คุณควรทำน่ะเหรอครับ ก็ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปเลยครับ เพียงแต่คุณตีหน้านิ่งเฉย ทำท่าทางไม่ใส่ใจและพูดกลับไปว่า “คิดอะไรเหรอ? ไม่ได้คิดอะไรนี่ครับ น้องเค้าก็ดูน่ารักดีนะ แต่แล้วไงล่ะผมว่าแฟนผมน่ารักที่สุดแล้วล่ะสำหรับผม” นั่นไงครับ ไม่ใช่แค่ตีหน้าซื่อนะครับ แต่ต้องปากหวานหยอดกลับไปด้วยครับ ผมเชื่อว่าแฟนของคุณถึงจะไม่เชื่อคำพูดของคุณ 100% แต่ก็ต้องใจอ่อนลงบ้างเพราะคำหวานของคุณเนี่ยแหละครับ

การตีหน้าซื่อให้คนเดาใจคุณได้ยากนั้น มีประโยชน์อย่างมากในทุกๆเวลาและโอกาสครับ เพราะกฎทุกข้อที่ผมได้กล่าวมาแล้วและที่กำลังจะเล่าให้คุณฟังต่อไปนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องมีการควบคุมอารมณ์ การตีหน้าใสสื่อบริสุทธิ์และการแสดงบทบาทต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งสิ้นครับ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะไม่ให้ใครสามารถอ่านเกมของคุณออกได้ง่ายๆไงล่ะครับว่าจริงๆแล้วคุณกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่กันแน่ แม้ว่าจะมีคุณผู้หญิงบางท่านสนใจหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านจนจบก็อย่าเพิ่งได้ใจไปครับว่าคุณจะสามารถรู้ทันตัวพ่อของจริงอย่างพวกเราได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นคุณผู้ชายวางใจได้เลยครับว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กำลังเปิดโปงความลับของพวกเราอยู่ แต่ในทางกลับกันมันกำลังช่วยให้เราเริ่มกระจ่างชัดมากขึ้นในทางของเราเอง เริ่มเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น เข้าใจผู้หญิงมากขึ้นและยังทำให้เรากลายเป็นคนที่เดาใจได้ยากขึ้นไปอีกด้วย แม้จะมีใครพยายามมาจ้องจับผิดพวกเราผมก็รับรองครับว่า “จับได้ยากยิ่งกว่าปลาไหล” ซะอีกครับ ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่า “เจ้าชู้ตัวพ่อ” ได้ยังไงล่ะครับ เสียสถาบันแย่เลย...จริงมั้ยครับ

ดังนั้นในกฎข้อนี้ผมขอแนะนำให้คุณลองนำไปปฏิบัติตามดูนะครับ เพราะการเป็นคนที่รู้จักควบคุมอารมณ์ ใจเย็น มีสติ มีสไตล์เป็นของตัวเองที่ผู้หญิงส่วนใหญ่หลงใหล จะยิ่งทำให้คุณกลายเป็นคนที่มีมิติในตัวเอง มีความลึกลับ น่าค้นหาและน่าสนใจสำหรับสาวๆได้อย่างแน่นอนครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น